0:00
เวลาคน 2 คนเจอปัญหาเดียวกันความแตกต่าง
0:03
ที่สำคัญมักไม่ได้อยู่ที่ว่าใครทำงานเร็ว
0:06
กว่าหรือใครมีประสบการณ์มากกว่าแต่อยู่
0:10
ที่ว่าใครมองปัญหาได้ชัดกว่ากันคนหนึ่ง
0:13
อาจรีบลงมือทันทีเพราะรู้สึกว่าการลงมือ
0:17
คือความขยันแต่อีกคนอาจหยุดก่อนชั่วครู่
0:21
แล้วถามว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆคือ
0:24
อะไรปัญหาที่เราเห็นคือปัญหาจริงหรือเป็น
0:28
เพียงผลที่เกิดจากบางอย่างที่อยู่ลึกลงไป
0:32
คนที่เติบโตได้เร็วในโลกการทำงานจริงไม่
0:35
ใช่คนที่รีบหาคำตอบให้ได้ก่อนทุกคนแต่
0:38
เป็นคนที่รู้ว่าก่อนจะตอบเราต้องเข้าใจคำ
0:42
ถามให้ถูกเสียก่อนเพราะถ้าเราเริ่มจากการ
0:45
มองปัญหาผิดต่อให้ทุ่มแรงมากเพียงใดเราก็
0:49
อาจกำลังวิ่งไปในทิศทางที่ผิดตั้งแต่ต้น
0:52
>> สวัสดีครับยินดีต้อนรับสู่ The
0:55
Foundation ช่องที่เชื่อว่าการเติบโตโต
0:59
ที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง
1:05
learn apply grow สมมุติว่ายอดขายลดลง
1:10
สิ่งแรกที่หลายคนคิดคือต้องทำโปรโมชั่น
1:13
เพิ่มถ้าโครงการล่าช้าก็ต้องเพิ่มคนหรือ
1:17
ถ้าลูกค้าร้องเรียนก็ต้องให้ฝ่ายบริการ
1:20
ลูกค้าทำงานหนักขึ้นหรือถ้ามีใครทำผิดก็
1:24
อาจรีบสรุปว่าคนนั้นไม่รอบคอบวิธีคิดแบบ
1:28
นี้เกิดขึ้นบ่อยเพราะมนุษย์มีแนวโน้มจะ
1:30
ตอบสนองต่อสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด
1:33
ก่อนแต่สิ่งที่เราเห็นตรงหน้าอาจเป็น
1:36
เพียงอาการยอดขายที่ตกอาจเกิดจากสินค้า
1:39
ที่ไม่ตอบโจทย์โครงการที่ล่าช้าอาจเกิด
1:42
จากการตัดสินใจที่ช้าลูกค้าที่ร้องเรียน
1:46
อาจเกิดจากกระบวนการที่ออกแบบมาไม่ดีและ
1:49
ความผิดพลาดของคนอาจเกิดจากข้อมูลที่คลุม
1:52
เครือถ้าเราแก้แค่อาการปัญหาก็อาจเงียบไป
1:56
ชั่วคราวก่อนจะกลับมาในรูปแบบเดิมอีก
1:59
ครั้งลองนึกถึงทีมหนึ่งที่เชื่อว่าปัญหา
2:03
คือพนักงานทำงานช้าหัวหน้าจึงเร่งงานมาก
2:06
ขึ้นกดดันมากขึ้นและเพิ่มการติดตามมาก
2:09
ขึ้นแต่ถ้าสาเหตุจริงคือข้อมูลมาช้าขั้น
2:14
ตอนอนุมัติมากเกินไปหรือคนในทีมไม่รู้ว่า
2:17
ควรให้ความสำคัญกับงานไหนก่อนการเร่งให้
2:20
คนทำงานเร็วขึ้นก็ไม่ได้แก้ปัญหาแถมยัง
2:23
เพิ่มความเครียดและความผิดพลาดเข้าไปอีก
2:28
คุณภาพของคำตอบจึงถูกจำกัดด้วยคุณภาพของ
2:32
คำถามตั้งแต่ต้นหากเราเรียกปัญหาผิดชื่อ
2:36
เราจะสร้างคำตอบที่ดูสมเหตุสมผลมากแต่ใช้
2:39
ไม่ได้จริงคนที่คิดเป็นจึงให้เวลากับการ
2:43
นิยามปัญหาเพราะเขารู้ว่าการใช้เวลาให้
2:46
ถูกในช่วงต้นสามารถประหยัดแรงจำนวนมากใน
2:50
ช่วงท้ายได้เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็น
2:52
ไปตามที่คาดเรามักอยากกระโดดไปหาคำตอบทัน
2:57
แต่คนที่คิดเป็นจะสร้างระยะห่างเล็กๆ
3:01
ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับการตัดสินใจเขา
3:04
จะเริ่มจากถามว่าเรารู้อะไรแน่นอนอะไรคือ
3:09
ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้อะไรคือสิ่งที่
3:12
เรากำลังตีความและอะไรคือสิ่งที่เรายัง
3:16
ไม่รู้คำถามง่ายๆแบบนี้ช่วยลดความสับสน
3:20
ได้มากเพราะในปัญหาจริงเรามักเอาข้อเท็จ
3:24
จริงความเห็นความกลัวตัวประสบการณ์เก่า
3:28
และการคาดเดามาปนกันจนแยกไม่ออกการคิดที่
3:32
ดีจึงเริ่มจากการแยกของเหล่านี้ออกจากกัน
3:35
ก่อนเมื่อเราเห็นภาพชัดขึ้นเราจึงค่อยถาม
3:39
ต่อว่าแล้วควรทำอะไรเวลาคนพูดว่าลูกค้า
3:43
ไม่พอใจโครงการมีปัญหายอดขายไม่ดีระบบทำ
3:49
งานไม่ได้หรือทีมขาดประสิทธิภาพประโยค
3:52
เหล่านี้ฟังดูเหมือนเป็นคำอธิบายแต่จริงๆ
3:55
แล้วมันยังใหญ่เกินไปจนไม่รู้ว่าจะเริ่ม
3:57
ตรงไหนเพราะคำว่าโครงการมีปัญหาอาจหมาย
4:02
ถึง 10 เรื่องที่ไม่เหมือนกันเลยปัญหาที่
4:05
ดูใหญ่จึงมักไม่ใช่ปัญหา 1 ก้อนแต่มันคือ
4:08
ปัญหาเล็กหลายส่วนที่มารวมกันเมื่อเราแยก
4:11
มันออกเราจะเริ่มเห็นว่าบางส่วนไม่ใช่
4:14
ปัญหาเลยบางส่วนควบคุมไม่ได้บางส่วนแก้
4:18
ได้ทันทีและบางส่วนคือจุดสำคัญจริงๆการทำ
4:23
ให้ปัญหาเล็กลงจึงไม่ใช่การลดความสำคัญ
4:25
ของปัญหาหาแต่เป็นการทำให้มันอยู่ในขณะ
4:28
ที่สมองสามารถคิดและลงมือจัดการได้แทนที่
4:31
จะถามกว้างๆว่าทำไมโครงการถึงล่าช้าเรา
4:36
อาจแยกคำถามออกเป็นงานส่วนไหนล่าช้าล่า
4:40
ช้าตั้งแต่เริ่มหรือช้าระหว่างทำเกิดขึ้น
4:44
ทุกครั้งหรือเฉพาะบางประเภทของงานติดที่
4:47
ข้อมูลคนขั้นตอนเครื่องมือหรือการรอการ
4:52
ตัดสินใจเมื่อถามละเอียดขึ้นปัญหาที่เคย
4:56
ดูคลุมเครือจะเริ่มมีรูปร่างนี่คือหนึ่ง
4:59
ในทักษะที่คนเก่งในหลายสายงานมีเหมือนกัน
5:03
คือไม่พยายามแก้ปัญหาทั้งก้อนในคราวเดียว
5:06
แต่ค่อยๆแยกจนได้หน่วยที่สามารถตรวจสอบ
5:09
ได้เพราะตราบใดที่เรายังพูดถึงปัญหาใน
5:12
ระดับกว้างเกินไปเราจะได้เพียงความเห็น
5:16
แต่เมื่อแยกลงมาเป็นส่วนย่อยเราจะเริ่ม
5:19
ได้ข้อมูลเวลาซับซ้อนหลายคนรู้สึกว่าตัว
5:24
เพราะไม่สามารถเห็นคำตอบทั้งหมดในทันที
5:28
แต่ความจริงคือไม่มีใครจำเป็นต้องเข้าใจ
5:31
ทุกอย่างพร้อมกันคนที่จัดการเรื่องยากได้
5:34
ดีมักทำตรงกันข้ามเขายอมรับก่อนว่าสิ่ง
5:39
นี้ซับซ้อนแล้วสร้างวิธีแบ่งมันออกเป็น
5:42
ส่วนย่อยเหมือนการต่อภาพปริศนาเราไม่ได้
5:46
หยิบทุกชิ้นขึ้นมาพร้อมกันแล้วพยายามวาง
5:49
ทุกอย่างในครั้งเดียวเราเริ่มจากหาขอบหา
5:53
องค์ประกอบที่ชัดจัดกลุ่มสีหรือรูปแล้ว
5:56
ค่อยเชื่อมกลับเข้าหากันการคิดกับปัญหาก็
6:00
เหมือนกันแบ่งก่อนเข้าใจทีละส่วนแล้วจึง
6:04
กลับมามองภาพรวมอีกครั้งแม้เราจะแยกปัญหา
6:07
ออกเป็น 10 ส่วนแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า
6:10
เราต้องให้เวลาเท่ากันกับทุกส่วนเพราะใน
6:12
โลกจริงสาเหตุบางอย่างมีผลน้อยมากขณะที่
6:16
บางสาเหตุสร้างผลกระทบมหาศาลคนที่
6:19
วิเคราะห์เก่งจึงไม่ได้แค่แตกปัญหาออกแต่
6:22
ต้องสามารถจัดลำดับได้ด้วยว่าส่วนไหนควร
6:25
ตรวจสอบก่อนนี่คือจุดที่การคิดเริ่ม
6:28
เปลี่ยนจากการทำงานหนักไปสู่การใช้แรงให้
6:31
ถูกจุดเพราะหาก 10 สาเหตุมีเพียง 2
6:35
สาเหตุที่สร้างผลลัพธ์ส่วนใหญ่การใช้เวลา
6:38
ทั้งวันกับอีก 8 สาเหตุอาจไม่ได้ช่วยให้
6:40
งานดีขึ้นเท่าไหร่การคิดที่ดีจึงไม่ใช่
6:44
การคิดทุกเรื่องให้ลึกเท่ากันแต่คือการ
6:46
รู้ว่าเรื่องไหนควรคิดให้ลึกที่สุดมนุษย์
6:50
เก่งมากในการสร้างเรื่องอธิบายสิ่งที่
6:53
เกิดขึ้นเราเห็นยอดขายรถหลังเปลี่ยนหัว
6:57
หน้าก็อาจสรุปว่าหัวหน้าคนใหม่คือสาเหตุ
7:02
เราเห็นความผิดพลาดเพิ่มหลังรับคนใหม่ก็
7:05
อาจคิดว่าคนใหม่ทำให้งานแย่ลงหรือเห็นลูก
7:10
ค้าหายหลังขึ้นราคาก็สรุปทันทีว่าเป็น
7:14
เพราะราคาแต่เหตุการณ์ที่เกิดใกล้กันไม่
7:18
ได้แปลว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่ง
7:21
หนึ่งเสมอไปปัญหาคือเรื่องเล่าที่ฟังดูสม
7:25
เหตุสมผลมักทำให้เราหยุดค้นหาเร็วเกินไป
7:29
เรารู้สึกว่าเข้าใจแล้วทั้งที่จริงอาจยัง
7:33
มีคำอธิบายอื่นอีกหลายแบบ[เสียงสูดหายใจ]
7:36
คนที่คิดเป็นจึงระวังมากกับคำอธิบายที่
7:40
ฟังแล้วเข้าท่าทันทีเพราะบางครั้งสิ่งที่
7:44
อันตรายที่สุดไม่ใช่เรื่องที่เราไม่รู้
7:47
แต่คือเรื่องที่เราคิดว่ารู้แล้วมีความ
7:50
แตกต่างมากระหว่างการพูดว่าสาเหตุต้อง
7:54
เป็นเรื่องนี้กับการพูดว่าหนึ่งในความ
7:57
เป็นไปได้คือเรื่องนี้และเราจะตรวจสอบ
8:00
อย่างไรประโยคแรกทำให้เราปิดความคิด
8:04
ประโยคที่ 2 ทำให้เรายังเปิดพื้นที่ให้
8:06
ข้อมูลใหม่เข้ามาเปลี่ยนความเข้าใจได้คน
8:10
ที่คิดเก่งจึงพยายามเปลี่ยนความเชื่อให้
8:12
กลายเป็นสมมุติฐานแทนที่จะปกป้องสิ่งที่
8:15
คิดเขาจะถามว่ามีอะไรสนับสนุนมีอะไรขัด
8:19
แย้งและมีคำอธิบายอื่นหรือไม่นี่คือวิธี
8:24
ที่ทำให้เราไม่ติดกับความคิดแรกของตัวเอง
8:26
มากเกินไปและเพิ่มโอกาสที่จะเข้าใกล้
8:29
สาเหตุจริงมากขึ้นคำถามที่ทรงพลังมากข้อ
8:32
หนึ่งในการแก้ปัญหาคือถ้าสิ่งที่เราคิด
8:36
อยู่ผิดเราจะสังเกตเห็นอะไรคำถามนี้
8:40
บังคับให้เราออกจากการหาข้อมูลที่
8:42
สนับสนุนตัวเองและเริ่มมองหาหลักฐานที่
8:45
อาจทำให้ข้อสรุปของเราเปลี่ยนไปถ้าไม่มี
8:49
ข้อมูลชนิดใดสามารถทำให้เราเปลี่ยนความ
8:51
คิดได้แปลว่าเรากำลังไม่ได้ตรวจสอบความ
8:54
คิดแต่กำลังปกป้องมันการแก้ปัญหาที่ดีจึง
8:59
ต้องมีความกล้าที่จะยอมให้ความจริงเอาชนะ
9:01
ความคิดเห็นของเราเพราะเป้าหมายไม่ใช่การ
9:04
พิสูจน์ว่าเราเก่งแต่คือการทำให้สิ่งที่
9:07
เราทำมีโอกาสถูกมากที่สุดคนจำนวนมากกลัว
9:11
การยอมรับว่าตัวเองคิดผิดเพราะรู้สึกว่า
9:13
การผิดทำให้ดูไม่เก่งแต่ในงานที่ซับซ้อน
9:17
ไม่มีใครสามารถถูกตลอดได้ความแตกต่างจึง
9:20
ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครไม่เคยผิดแต่อยู่ที่
9:23
ว่าใครรู้ตัวเร็วกว่าปรับตัวเร็วกว่าและ
9:26
เรียนรู้จากความผิดได้มากกว่าถ้าเป้าหมาย
9:29
ของเราคือรักษาภาพลักษณ์เราจะพยายามหาลัก
9:32
ฐานมาปกป้องความคิดเดิมแต่ถ้าเป้าหมายคือ
9:35
ค้นหาความจริงเราจะยอมเปลี่ยนความเห็น
9:38
เมื่อข้อมูลเปลี่ยนนี่คือวิธีคิดที่สำคัญ
9:41
มากของคนที่เรียนรู้เร็วเพราะเขาไม่ได้
9:43
ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับคำตอบครั้งแรก
9:46
บางปัญหาไม่สามารถคิดจากโต๊ะประชุมจนได้
9:49
คำตอบที่แน่นอนได้เพราะข้อมูลที่เรามีไม่
9:52
เพียงพอต่อให้ถกกันนานขึ้นทุกคนก็แค่เอา
9:56
ความเชื่อเดิมมาชนกันในสถานการณ์แบบนี้
10:00
สิ่งที่ฉลาดกว่าการคิดต่ออาจเป็นการสร้าง
10:03
ข้อมูลใหม่ถ้าเราไม่รู้ว่าลูกค้าจะตอบ
10:06
สนองอย่างไรลองทดสอบกับกลุ่มเล็กถ้าไม่
10:10
รู้ว่าขั้นตอนใหม่จะช่วยจริงหรือไม่ลอง
10:13
ใช้กับงานบางประเภทก่อนการทดลองทำให้เรา
10:16
ไม่ต้องพึ่งการเดามากเกินไปและช่วย
10:19
เปลี่ยนสิ่งที่ยังไม่รู้ให้กลายเป็นสิ่ง
10:21
ที่เราสามารถเรียนรู้จากของจริงได้การทด
10:24
ลองที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่ไม่ต้องใช้งบ
10:28
มากและไม่ต้องใช้เวลานานสิ่งสำคัญคือเรา
10:32
ต้องรู้ว่ากำลังพยายามตอบคำถามอะไรเช่น
10:37
ถ้าเปลี่ยนขั้นตอนนี้งานจะเร็วขึ้นมยถ้า
10:40
ให้ข้อมูลแบบนี้ลูกค้าจะเข้าใจมากขึ้น
10:44
มั้ยหรือถ้าตัดการอนุมัติ 1 ชั้นความผิด
10:48
พลาดจะเพิ่มขึ้นหรือไม่เมื่อคำถามชัดการ
10:52
ทดลองก็จะเล็กลงได้เพราะเราไม่ต้องสร้าง
10:55
ทุกอย่างให้สมบูรณ์เราเพียงสร้าง
10:58
สถานการณ์ที่ช่วยให้เราเรียนรู้บางอย่าง
11:00
ที่สำคัญเป้าหมายของการทดลองจึงไม่ใช่การ
11:04
พิสูจน์ว่าความคิดเราเจ๋งแต่คือการลดความ
11:07
ไม่รู้ให้เร็วที่สุดเวลาเรารู้ว่างานมี
11:10
ปัญหาเรามักอยากเปลี่ยนทุกอย่างในคราว
11:14
เดียวเปลี่ยนคนเปลี่ยนขั้นตอนเปลี่ยน
11:18
เครื่องมือเปลี่ยนกติกาและเปลี่ยนวิธีติด
11:22
ตามแต่ถ้าเราทำทั้งหมดพร้อมกันแล้วผล
11:26
ลัพธ์ดีขึ้นเราจะไม่รู้ว่าอะไรทำให้ดี
11:30
ขึ้นและถ้าแย่ลงเราก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้
11:36
แย่ลงคนที่เรียนรู้เป็นจึงพยายามเปลี่ยน
11:40
ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นในแต่ละครั้ง
11:43
เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่
11:45
ทำกับผลที่เกิดวิธีนี้อาจดูช้ากว่าการยก
11:50
เครื่องทุกอย่างพร้อมกันแต่ในระยะยาวทำ
11:54
ให้เราเรียนรู้เร็วกว่าเพราะทุกการ
11:57
เปลี่ยนแปลงให้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่าหลาย
12:02
องค์กรและหลายคนกลัวความผิดพลาดจนพยายาม
12:05
ทำให้ทุกอย่างแน่นอนก่อนลงมือแต่ปัญหาคือ
12:09
ความแน่นอนในเรื่องใหม่แทบไม่มีอยู่จริง
12:12
บางครั้งสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่หลีกเลี่ยง
12:15
ความผิดทั้งหมดแต่คือออกแบบให้ความผิด
12:17
เกิดในขนาดเล็กเรียนรู้ได้เร็วและไม่
12:21
สร้างความเสียหายรุนแรงการลองผิดเล็กๆวัน
12:24
นี้อาจช่วยป้องกันการตัดสินใจผิดครั้ง
12:27
ใหญ่ในอนาคตคนที่แก้ปัญหาเก่งจึงไม่ได้
12:30
กลัวความล้มเหลวทุกชนิดเขากลัวการลงทุน
12:33
ครั้งใหญ่บนความเข้าใจที่ยังไม่เคยถูกทด
12:36
สอบมากกว่าเพราะความมั่นใจที่ไม่มีหลัก
12:39
ฐานอาจมีราคาแพงกว่าความผิดพลาดเล็กๆหลาย
12:44
ใส่ตัวเลขผิดครั้งนึงเราอาจแก้ตัวเลขนั้น
12:47
แล้วจบแต่ถ้าความผิดแบบเดียวกันเกิดทุก
12:50
เดือนเราไม่ควรถามเพียงว่าเดือนนี้ใคร
12:54
พลาดเพราะเมื่อสิ่งเดิมซ้ำแปลว่ามีบาง
12:57
อย่างในระบบเอื้อให้มันเกิดขึ้นตรงนี้
13:00
เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคนที่เติบโตในงาน
13:03
ระดับแรกคือสามารถดับปัญหาเฉพาะหน้าได้
13:06
แต่ระดับต่อไปคือมองเห็นรูปแบบถ้าปัญหา
13:10
กลับมาเรื่อยๆแปลว่าการแก้เฉพาะเหตุไม่
13:13
เพียงพอเราต้องย้อนกลับไปดูขั้นตอน
13:16
เครื่องมือการสื่อสารการออกแบบงานหรือ
13:19
กติกาที่ทำให้คนมีโอกาสทำผิดแบบเดิมซ้ำ
13:23
เมื่อเกิดความผิดพลาดคำถามที่ง่ายที่สุด
13:26
คือใครเป็นคนทำและแน่นอนว่าในหลายกรณีคน
13:31
ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำแต่ถ้า
13:34
เราหยุดแค่ตรงนั้นเราจะพลาดโอกาสเรียนรู้
13:37
ว่าทำไมระบบจึงปล่อยให้ความผิดแบบนี้เกิด
13:40
ขึ้นได้คำถามที่ลึกกว่าคือมีอะไรในกระบวน
13:45
การที่ทำให้คนสามารถทำพลาดได้ง่ายข้อมูล
13:49
ชัดพอมยมีการตรวจสอบมยงานซับซ้อนเกิน
13:53
จำเป็นหรือไม่หรือเรากำลังคาดหวังให้คนจำ
13:57
สิ่งที่ระบบควรช่วยจำแทนการถามแบบนี้ไม่
14:01
ได้ลบความรับผิดชอบของคนแต่ช่วยไม่ให้เรา
14:04
ต้องหาคนผิดซ้ำๆกับปัญหาเดิมถ้ามีเรื่อง
14:08
บางอย่างที่เราต้องเตือนตัวเองทุกสัปดาห์
14:11
ต้องคอยบอกคนใหม่ซ้ำๆหรือมักผิดเพราะใคร
14:14
สักคนลืมอาจถึงเวลาที่ต้องถามว่าทำไมงาน
14:18
นี้ยังต้องพึ่งความจำของคนอยู่เราอาจ
14:21
สร้างรายการตรวจสอบขั้นตอนมาตรฐานแบบ
14:25
ฟอร์มตัวเตือนหรือเครื่องมือบางอย่าง
14:28
เพื่อช่วยลดภาระการจำได้คนที่ทำงานเก่ง
14:32
ไม่ได้พยายามใช้สมองจำทุกอย่างเขารู้ว่า
14:35
ความจำมีข้อจำกัดจึงออกแบบสภาพแวดล้อมให้
14:38
ช่วยป้องกันความผิดพลาดระบบที่ดีไม่ควรทำ
14:42
ให้คนเก่งเท่านั้นทำงานได้แต่ควรทำให้คน
14:45
ทั่วทั่วไปทำสิ่งที่ถูกได้ง่ายขึ้นและทำ
14:48
สิ่งที่ผิดได้ยากขึ้นระดับแรกของความ
14:50
สามารถคือเวลาเกิดปัญหาเราเข้าไปแก้ได้
14:55
แต่ถ้าทุกครั้งที่มีปัญหาคนทั้งทีมต้องรอ
14:58
เรานั่นยังไม่ใช่จุดสูงสุดเพราะความ
15:01
สามารถทั้งหมดติดอยู่กับคนเดียวเมื่อเรา
15:04
ไม่อยู่ปัญหาก็กลับมาคนที่เก่งขึ้นอีก
15:08
ระดับจะถามว่าหลังจากแก้ครั้งนี้แล้วเรา
15:12
จะสร้างอะไรไว้เพื่อไม่ต้องแก้แบบเดิมอีก
15:15
อาจเป็นมาตรฐานคู่มือวิธีตรวจสอบหรือการ
15:19
ออกแบบกระบวนการใหม่เมื่อความรู้ถูก
15:22
เปลี่ยนจากสิ่งที่อยู่ในหัวของคนหนึ่งไป
15:25
เป็นสิ่งที่ทั้งทีมใช้ได้ความสามารถส่วน
15:28
บุคคลจึงเริ่มกลายเป็นความสามารถขององค์
15:31
กรในงานที่ซับซ้อนไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง
15:36
และยิ่งเรารับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นเราจะ
15:39
ยิ่งเจอสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
15:42
มากขึ้นคนที่ดูอันตรายจึงไม่ใช่คนที่พูด
15:45
ว่าไม่รู้แต่คือคนที่ไม่รู้และยังมั่นใจ
15:49
ว่าตัวเองรู้ประโยคว่าเรื่องนี้ผมยังไม่
15:54
รู้แต่ผมรู้ว่าจะหาคำตอบอย่างไรเป็น
15:57
ประโยคที่สะท้อนความสามารถสูงมากเพราะคนๆ
16:01
นั้นไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทั้งหมดอยู่ใน
16:03
หัวแต่มีวิธีเปลี่ยนความไม่รู้ให้กลาย
16:07
เป็นความรู้ได้นี่คือทักษะที่มีค่ามาก
16:11
ขึ้นเรื่อยๆในโลกที่ปัญหาใหม่เกิดเร็ว
16:14
กว่าความรู้เดิมบางครั้งในที่ประชุมคน
16:17
พยายามแสดงความเห็นให้เร็วเพราะกลัวดู
16:20
เหมือนไม่มีความคิดแต่คำถามที่ดีอาจมีค่า
16:23
มากกว่าคำตอบเร็วๆหลายเท่าเช่นเรารู้อะไร
16:27
แน่นอนสมมุติฐานของเราคืออะไรมีคำอธิบาย
16:31
อื่นมยส่วนไหนสร้างผลกระทบมากที่สุดหรือ
16:35
เราจะทดสอบเรื่องนี้ในขนาดเล็กที่สุดได้
16:37
อย่างไรคนที่ถามเก่งช่วยยกระดับการคิดของ
16:41
คนทั้งห้องเพราะคำถามที่ดีพาความสนใจออก
16:44
จากการถกเถียงว่าใครถูกแล้วหันกลับมาหา
16:48
ว่าปัญหาจริงคืออะไรเมื่อเราเลิกใช้การ
16:51
ประชุมเป็นเวทีพิสูจน์ตัวเองแล้วใช้มัน
16:54
เป็นพื้นที่ค้นหาความจริงคุณภาพของการตัด
16:57
สินใจก็จะเปลี่ยนไปมากในช่วงแรกของการทำ
17:00
งานคนส่วนใหญ่มักได้รับโจทย์มาแล้วถามว่า
17:04
ต้องทำอะไรต่อแต่เมื่อโตขึ้นองค์กรไม่ได้
17:08
ต้องการเพียงคนที่ทำตามคำสั่งได้ดีขึ้น
17:10
เรื่อยๆองค์กรต้องการคนที่เมื่อได้รับ
17:13
เรื่องคลุมเครลือแล้วสามารถช่วยทำให้มัน
17:16
ชัดขึ้นได้คนระดับนี้จะไม่รีบถามแค่ว่า
17:20
ต้องทำอะไรแต่จะถามว่าปัญหาจริงคืออะไร
17:24
เรารู้อะไรแล้วยังไม่รู้อะไรอะไรสำคัญที่
17:28
สุดและเราจะหาความจริงเพิ่มได้อย่างไรนี่
17:32
คือการเปลี่ยนจากคนที่รอรับความชัดเจนไป
17:35
เป็นคนที่สร้างความชัดเจนให้ผู้อื่นและ
17:39
นี่คือเหตุผลที่คนแบบนี้มักได้รับความไว้
17:42
วางใจให้รับมือกับงานที่ยากขึ้นเมื่อมอง
17:45
ย้อนกลับมาทั้งตอนเราจะเห็นว่าวิธีคิดของ
17:49
นักแก้ปัญหาไม่ได้เริ่มจากการมีคำตอบแต่
17:52
เริ่มจากการยอมรับว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้
17:56
จากนั้นค่อยนิยามปัญหาแยกปัญหาตั้ง
18:00
สมมุติฐานมองหาหลักฐานทดลองเรียนรู้และ
18:05
สร้างระบบเพื่อไม่ให้ปัญหาเดิมย้อนกลับมา
18:07
อีกทุกครั้งที่ทำวงจรนี้เราไม่ได้เพียง
18:11
แก้เรื่องหนึ่งแต่กำลังฝึกสมองให้รับมือ
18:14
กับเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นคนที่เก่งจึงไม่
18:17
จำเป็นต้องรู้คำตอบก่อนคนอื่นเสมอไปแต่
18:20
เมื่อทุกคนยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งที่ยังไม่มี
18:23
คำตอบเขารู้ว่าจะเริ่มคิดจากตรงไหนรู้ว่า
18:27
จะถามอะไรรู้ว่าจะลดความไม่แน่นอนได้
18:30
อย่างไรและรู้ว่าจะค่อยๆเดินจากความไม่
18:33
รู้ไปสู่ความเข้าใจนี่คือหนึ่งในความ
18:36
สามารถที่ทำให้คนๆหนึ่งเติบโตจากผู้ทำงาน
18:40
ที่ดีไปเป็นคนที่องค์กรไว้ใจให้รับมือกับ
18:43
เรื่องยากจริงๆขอบคุณที่รับชมวีดีโอนี้
18:49
ถ้าเนื้อหานี้ช่วยให้คุณมองเห็นแนวคิดบาง
18:52
อย่างชัดขึ้นช่วยให้คุณนำไปปรับใช้กับงาน
18:55
ทีมงานหรือชีวิตจริงได้มากขึ้นอย่าลืมกด
18:59
ไลคกดติดตามและกดแชร์เพื่อส่งต่อความรู้
19:04
ดีๆให้กับคนที่อาจต้องการรากฐานเหล่านี้
19:07
เช่นเดียวกันเพราะเราเชื่อว่าการเติบโต
19:11
ที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง
19:15
แล้วพบกันใหม่ในวีดีโอถัดไปครับ The