Experta en Inconsciente: Haz Esto Antes de Dormir y tu Doble Cuántico Resolverá el Problema Por ti
จิตใต้สำนึกและบาดแผลทางอารมณ์ไม่ได้บันทึกด้วยตรรกะแต่ฝังลึกอยู่ในร่างกายและสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษ การปลดล็อกชีวิตจึงต้องใช้การตระหนักรู้ทางกายภาพและคลื่นเสียงช่วยสลายปม ไม่ใช่การฝืนใช้พลังความคิดเชิงบวกเพียงอย่างเดียว
Section summaries
ผู้ดำเนินรายการแนะนำ มาร์ลี คูเนอร์ซ นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เขียนหนังสือจิตไร้สำนึกเชิงควอนตัม พร้อมเกริ่นถึงประเด็นข้อห้ามที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจถึงร้อยละ 90 โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
- จิตใต้สำนึกสื่อสารผ่านภาษาเชิงสัญลักษณ์และความฝัน
- ร่างกายเป็นตัวรับและสะท้อนข้อมูลของจิตใต้สำนึกอย่างแม่นยำ
มาร์ลีอธิบายว่าจิตใต้สำนึกไม่สามารถถูกหลอกหรือควบคุมด้วยตรรกะเชิงเหตุผลได้เพราะทำงานประมวลผลเร็วกว่าจิตสำนึกหลายล้านเท่า การทำงานกับจิตใต้สำนึกต้องปรับตัวเข้าหากฎธรรมชาติและสื่อสารผ่านภาษาเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
- จิตสำนึกประมวลผลได้ประมาณ 50 ข้อมูลต่อวินาที ขณะที่จิตใต้สำนึกทำงานหลายล้านต่อวินาที
- จิตใต้สำนึกไม่มีมิติของกาลเวลาแบบอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต
มาร์ลีชี้ว่าสิ่งเร้าภายนอกสามารถผูกติดกับสัญลักษณ์ในอดีตจนกระตุ้นอาการทางกายภาพขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ร่างกายเป็นสสารที่มีความหนืดจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยอมปล่อยวางความทรงจำ แม้ว่าความคิดและอารมณ์จะเข้าใจสถานการณ์แล้วก็ตาม
- วัตถุหรือเหตุการณ์ทั่วไปกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ผูกโยงกับอารมณ์เจ็บปวดในอดีตได้
- ความคิดเปลี่ยนเร็ว อารมณ์เปลี่ยนช้ากว่า และร่างกายเป็นส่วนที่เปลี่ยนช้าที่สุด
- การตระหนักรู้ด้วยสมองอาจยังไม่เพียงพอที่จะคลายปมที่ฝังในร่างกาย
การใช้แรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงเป็นเทคนิคหลักที่ช่วยทำลายและจัดระเบียบรูปแบบความทรงจำระดับเซลล์ในตำแหน่งที่เกิดอาการติดขัดในร่างกาย เพื่อช่วยให้ความถี่และพลังงานกลับคืนสู่ภาวะสมดุล
- รูปแบบบาดแผลทางอารมณ์มีตำแหน่งทางกายภาพที่แน่นอนในร่างกาย
- คลื่นเสียงสั่นสะเทือนช่วยเข้าไปสลายความทรงจำที่ค้างคาอยู่ในเซลล์
มาร์ลีกล่าวถึงงานวิจัยเรื่องดนตรีบำบัด เช่น ดนตรีของเบโธเฟน โมซาร์ต และการตีกลองร่วมกันของเด็กที่สร้างความเท่าเทียมของการสั่นสะเทือน พร้อมเล่าถึงการพัฒนาระเบียบวิธีวิจัยของตนเองตลอด 12 ปีที่ใช้เสียงเข้ามาช่วยสลายและแทนที่ปมในใจ
- การสั่นสะเทือนเชิงจังหวะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทและการเรียนรู้
- เทคนิค 'เกมของการใส่ใจ' ใช้การเปลี่ยนสัญลักษณ์ในจิตเพื่อปรับเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนชีวิต
- การเยียวยาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นพร้อมเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ความทรงจำและโศกนาฏกรรมของบรรพบุรุษจะยังคงตกค้างอยู่ในดวงวิญญาณร่วมของครอบครัว ลูกหลานมักรับเอาภาระและแรงสั่นสะเทือนที่ยังไม่คลี่คลายมาแสดงออกเพื่อแสดงความจงรักภักดีโดยไม่รู้ตัว
- จิตวิทยาและจิตใต้สำนึกเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษอย่างแยกไม่ออก
- เมื่อลูกหลานแก้ไขปมที่ตกทอดมาได้ จะเป็นการปลดปล่อยสายเลือดทั้งตระกูลจากภาระนั้น
The trap of always trying to vibrate at a high frequency: the gifts hidden behind trauma
watchมาร์ลีเตือนสติว่าการมองหาแต่พลังงานบวกและพยายามปรับคลื่นความถี่ให้สูงอยู่ตลอดเวลาจะทำให้พลาดคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในความทุกข์ บาดแผลที่ใหญ่ที่สุดคือสิ่งที่บ่มเพาะความละเอียดอ่อนและความเป็นมนุษย์
- พลังงานชีวิตที่สมบูรณ์เกิดจากการผสานรวมกันของทั้งด้านบวกและด้านลบ
- โจทย์ชีวิตและความท้าทายที่ได้รับมาในครอบครัวไม่ใช่คำสาปแต่เป็นโอกาสในการพัฒนาจิตวิญญาณ
จิตใจที่ล่องลอยไปเรื่อยๆ จะนำมาซึ่งความไม่มีความสุข ในขณะที่การจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำจะสร้างพลังงาน กฎแห่งแรงดึงดูดจะทำงานได้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสอดคล้องกับธรรมชาติและความถี่ที่แท้จริงของบุคคล
- จิตที่เผลอไผลและฟุ้งซ่านคือต้นเหตุหลักของความไม่มีความสุข
- เราไม่สามารถบังคับสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับคลื่นความถี่ของตนเองให้เกิดขึ้นได้
ชีวิตประกอบด้วยโครงสร้างและจังหวะเวลาที่คาดเดาไม่ได้ การทำงานหาเงินจำเป็นต้องมีทักษะภายนอกควบคู่กับการอนุญาตภายในใจให้ตนเองมีความสุข ความล้มเหลวบางครั้งเกิดจากข้อห้ามในจิตใต้สำนึกที่ไม่อยากก้าวหน้าเกินกว่าคนในครอบครัว
- การบรรลุเป้าหมายต้องอาศัยการลงมือทำควบคู่กับจังหวะเวลาและบุคคลที่ถูกต้อง
- ต้องรู้จักปล่อยวางผลลัพธ์ เพราะสิ่งที่พลาดไปอาจช่วยปกป้องเราจากหายนะที่ไม่คาดคิด
ผู้ดำเนินรายการแบ่งปันความรู้สึกกลัวและติดขัดทางกายภาพช่วงเริ่มต้นทำพอดแคสต์ มาร์ลีชี้แจงว่าความกลัวต่อสิ่งใหม่เป็นกลไกตามธรรมชาติและสามารถเป็นเข็มทิศนำทางได้หากรู้จักแยกแยะระหว่างความตื่นเต้นกับความหนักอึ้ง
- ร่างกายที่รู้สึกเบาสบายบ่งบอกว่ามาถูกทาง ส่วนความหนักอึ้งสะท้อนว่าไม่ใช่เส้นทางของจิตวิญญาณ
- ความกลัวเป็นเรื่องปกติของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ แต่ไม่ควรตัดสินใจด้วยความหุนหันพลันแล่น
Key points
- ร่างกายคือตัวรับข้อมูลจิตใต้สำนึก — จิตใต้สำนึกไม่ได้ลอยอยู่ในความคิดแต่ถูกบันทึกลงในความทรงจำระดับเซลล์และปฏิกิริยาของร่างกาย
- ของขวัญที่ซ่อนในความถี่ต่ำ — การพยายามสั่นสะเทือนพลังงานบวกเพียงอย่างเดียวเป็นกับดัก เพราะบทเรียนและคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงมักซ่อนอยู่ในบาดแผลและความเจ็บปวด
- ความจงรักภักดีต่อบรรพบุรุษ — อุปสรรคที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้หรือการห้ามตัวเองประสบความสำเร็จมักเกิดจากพันธนาการทางสายเลือดที่ต้องการร่วมแบกรับชะตากรรมของครอบครัว
- เครื่องวัดการตัดสินใจของจิตวิญญาณ — การสังเกตว่าร่างกายรู้สึกเบาสบายหรือหนักอึ้งเป็นเกณฑ์วัดที่แม่นยำในการแยกแยะความปรารถนาของจิตวิญญาณออกจากความต้องการของอัตตา
AI-generated from the transcript. May contain errors.
คุณได้รับอนุญาตให้หาเงินได้ไหม?
แล้วคุณรับความสุขได้มากแค่ไหน?
บางครั้งในจิตใต้สำนึกมีข้อห้ามซ่อนอยู่ชี วิตและแรงขับเคลื่อนของเราล้วนมาจากสิ่งที
่ถูกบันทึกไว้เพราะจิตใต้สำน ึกเก็บทุกรอยประทับในชีวิตคุณ
ไว้มันเป็นภาษาเชิงสัญล ักษณ์ที่สื่อสารผ่านความ
ฝันและภาพที่ปรากฏร่างกายของ คุณคือผู้รับข้อมูลเหล่านั้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไ มร่างกายถึงรู้ดีขนาดนั้น
มาร์ลี คูเนอร์ซ นักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตบำบัดแนวทรานส์เพ
อร์โซนัลเธอเป็นหนึ่งในผู้ เชี่ยวชาญด้านจิตไร้สำนึกร
ะดับแนวหน้าของโลกภาษา สเปนและผู้เขียนหนังสือ
“จิตไร้สำนึกเชิงควอนตัม”วันนี้เธอ จะมาเผยวิธีฝึกจิตใต้สำนึกให้เลิกข
ัดขวางและเปลี่ยนมาทำงานเพื่อคุณค่ะ
อาการปวดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งแล ้วหายไปโดยที่คุณไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร
บางทีมันเป็นแค่สัญลักษณ์ที่เ ตือนให้ร่างกายระลึกถึงบางสิ่ง
ป้ายจราจรแค่บอกข้อมูลคุณว่าห้ามเข้าแต่ ถ้าแฟนทิ้งคุณตอนที่อยู่ข้างป้ายนั้นพอดี
ป้ายนั้นก็จะฝังแน่นไปกับค วามทรงจำของช่วงเวลานั้นเลย
แล้วเราจะมีกลไกอะไรบ้างที่ช ่วยคลายปมเหล่านั้นในร่างกาย?
กุญแจสำคัญคือบางครั้งเราอยา กได้สิ่งที่ไม่ได้ถูกกำหนดมาใ
ห้เราถ้าอยากได้สิ่งที่มันไม่ตรงกั บความถี่ของคุณมันก็จะไม่มาหรอกค่ะ
งั้นคุณหมายความว่าเราเกิดมาพ ร้อมโชคชะตาที่กำหนดไว้หรือคะ?
ฉันเจอเคสมาเยอะมากที่แค่ครั้ง เดียวบางคนก็เปลี่ยนชีวิตไปเลย
คุณไม่รู้หรอกว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ลองทำม าทุกอย่างแล้ว ทั้งที่ทำมาหมดทุกวิธีที่มี
แต่ความรู้สึกอึดอัดในใจก็ยังคอยรบกวนอยู่ดี แล้วตอนนั้นแหละ ก็ถึงเวลาของ...
ลองนึกถึงสิ่งที่คุณอยากจะทำให้สำเร็จมากที่ สุดในชีวิตตอนนี้ดูสิคะ เอาล่ะ
ไม่ต้องคิดเยอะหรอกค่ะเพราะเช ื่อว่าคุณคงรู้อยู่เต็มอกแล้ว
คุณเฝ้าคิดถึงมันมาตลอด ศึกษา ค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ มามากมาย
ฉันว่าคุณอาจจะถึงขั้นไปยืนบรรยายเรื่องนี้ใ ห้คนอื่นฟังได้เลยด้วยซ้ำ แต่ปัญหาก็คือ
มันมีช่องว่างที่อาจจะใหญ่พอสมควร เลยนะคะระหว่างความปรารถนาที่คุณมี
กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเช้าวันจันทร์ คือชิ้นส่วนต่างๆ มันไม่ยอมเข้าล็อกกัน
ความปรารถนาของคุณกับความเป็นจริงในชีวิตมัน ไม่สามารถขยับเข้ามาใกล้กันจนกลายเป็นสิ่งที
่คุณฝันไว้ได้และบางทีคุณอาจ จะกำลังพลาดจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ
ไปอยู่ก็ได้ค่ะเพราะภายในตัวค ุณมีบางอย่างที่อาจจะคอยบงการ
การตัดสินใจในแต่ละวันของคุณไปถึงเก้ าสิบเปอร์เซ็นต์โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย
และแขกรับเชิญพิเศษของเราในวันนี้เธอได ้ศึกษาเรื่องการฝึกฝนส่วนที่เราเรียกว่
าจิตใต้สำนึกมาอย่างยาวนานค่ะมันค ือส่วนที่คอยตัดสินใจแทนคุณในหลายๆ
เรื่อง และในเวลาที่คุณอยากได้อะไรสักอย่าง บางทีสิ่งที่ส่วนนี้ต้องการจริงๆ
ก็แค่เพียงอยากจะปกป้องคุณเท่านั้นเองดัง นั้นฉันอยากให้คุณอยู่ฟังจนจบบทสัมภาษณ์น
ี้นะคะ เพราะเราจะมาลงรายละเอียดในหลายๆ เรื่อง รวมถึงแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง
เพื่อให้คุณสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ค วบคุมจิตใต้สำนึกของตัวเองได้ในที่สุด
เรามาดูกันค่ะว่าเราจะทำสำเร็จไหม และเราจะมาถามแขกรับเชิญของเรากัน
เธอคือคุณมาร์ลี คูเนอร์ซ ค่ะ ยินดีต้อนรับสู่รายการ อะ โล กรานเด
พอดแคสต์ นะคะ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้ที่เป็
นต้นแบบในการศึกษาเรื่องจิตใต้สำนึกมาอยู่ใน รายการของเรา ยินดีต้อนรับสู่ อะ โล กรานเด
พอดแคสต์ ค่ะ คุณเป็นอย่างไรบ้างคะ?
ขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญมาครับ
เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ คุณมาร่วมพูดคุยในพื้นที่แห่งนี้ค่ะ
และก่อนที่เราจะเริ่มคำถามแรกกันฉันอย ากชวนเหล่าคนเก่งและยอดเยี่ยมทุกคนในชุ
มชนนี้ มาเขียนบอกไว้ใต้คอมเมนต์หน่อยว่า มีสิ่งใดบ้างในใจที่คุณปรารถนาจะบรรลุให้ได้
แต่ด้วยเหตุผลบางประการกลับยังไม่ อาจเดินหน้าไปถึงเป้าหมายนั้นสักท
ี ฝากทิ้งไว้ใต้คอมเมนต์เลยนะคะ เพราะเมื่อจบรายการตอนนี้
คุณอาจจะพบคำตอบว่าทางไหนกันแน่ที่จะพาคุณเข ้าใกล้สิ่งที่คุณอยากได้มากขึ้น แมร์ลีคะ
ฉันอยากเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้เพราะทุ กวันนี้คนพูดถึงจิตใต้สำนึกกันเยอะมา
กแต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าค วรใช้คำว่าอะไรกันแน่เว
ลาที่เราจะพูดถึงมันคือเราทำอะไรกับจิตใต้สำ นึกของเราได้บ้างคะ?เราสามารถหลอกมันได้ไหม?
เราสามารถควบคุมมันได้หรือ เปล่า?เราฝึกมันได้หรือไม่?
แล้วอะไรจะเป็นเพื่อนคู่ใจที่ดีที่สุดใน การช่วยให้เราอยู่ร่วมกับส่วนสำคัญของจิ
ตใจเราส่วนนี้ได้อย่างราบรื่นคะ?
คืออย่างนี้นะคะแม้จิต ไร้สำนึกจะมีพลังมหาศาล
เพราะมันเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตทาง อารมณ์และแรงผลักดันทุกอย่างของเรา
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากสิ่ง ที่ถูกบันทึกไว้ในจิตไร้สำนึก
จากข้อมูลที่บรรจุอยู่ตรงนั้นแต่ส ิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือจิตสำนึก
เพราะจิตสำนึกนั้นมีลักษณะเชิงวิเคราะห์มั นจึงเป็นส่วนที่สามารถจัดระเบียบข้อมูลเหล
่านั้นใหม่ได้ ในขณะที่จิตไร้สำนึก แม้จะทรงพลังมากเพียงใด
แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เท่านั้น ดังนั้น
ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของข้อมูลที่มีอยู่ในนั้น คุณก็จะมองเห็นและตอบสนองออกมาในรูปแบบหนึ่ง
ฉะนั้น คุณอาจหลอกตัวเองได้ แต่หลอกจิตไร้สำนึกไม่ได้
หลอกตัวเองน่ะทำได้ง่ายส่วนการจะไ ปควบคุมมันนั้นคงไม่ใช่คำที่เหมาะ
สมเพราะจิตไร้สำนึกนั้น ยิ่งใหญ่กว่าเราอย่างไม
่มีที่สิ้นสุดทั้งในด้า นการรับรู้และพลังอำนาจ
อย่างที่ทราบกันดีว่าเรามักพูดกันว่าจ ิตสำนึกประมวลผลได้ราวห้าสิบต่อวินาที
ขณะที่จิตไร้สำนึกนั้นทำงานได้หลายล้านต่อวิ นาที นั่นหมายความว่าเราสู้กันไม่ได้หรอก
แต่เมื่อหน้าที่ของมันต่างกันหากคุณม ีจิตสำนึกและรู้วิธีสื่อสารด้วยภาษาข
องจิตไร้สำนึกคุณก็สามารถจัด ระเบียบข้อมูลเหล่านั้นให้เอื
้อประโยชน์ต่อตัวเองได้แต่นั่ นก็ไม่ใช่การหลอกลวงมันหรอกนะ
จะเรียกว่าอะไรดีคะ?ฝึกเหรอ?
ใช่ ฝึกฝนมัน ฝึกฝนจิตสำนึกด้วยภาษาที่จิตใต้สำนึกเข้าใจ
เพราะถ้าไม่ใช่แบบนั้นม ันก็จะไม่เข้าใจคุณหรอก
แต่เมื่อคุณให้ความหมายใหม่กับแนวคิดเดิมที่ มันเคยเก็บไว้—เพราะจิตใต้สำนึกคอยเก็บรักษา
ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของ คุณ—ทุกเรื่องที่สร้างแรงกระแทก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวยงาม น่ารื่นรมย์ อบอุ่นหัวใจ หรือแม้แต่เรื่องที่เจ็บปวด
น่าสะเทือนใจ และไม่น่าจดจำ ก็ล้วนถูกบันทึกไว้หมด ดังนั้น
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือ นหินฐานรากของค็อกเทลชีวิต
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแรงผลักดันและแม้แต่คว ามโหยหาของคุณที่ไหลเวียนออกมาอยู่ตลอดเวลา
มันมีวิธีที่เหมาะสมไหมคะมาร์ลี่ในการ ที่เราจะสื่อสารกับจิตใต้สำนึกของเรา?
คือเราควรปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับ เด็กที่ยังไม่รู้ประสีประสาว่ากำ
ลังเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?หรือว่าเราควรปฏิบ ัติต่อเขาด้วยความเคารพที่มากกว่านี้หน่อย?
คือฉันนึกภาพว่ามันอาจจะเป็นเหมื อนสองส่วนในบุคลิกภาพของเราจริงๆ
ที่บางทีเราอาจจะต้องดูแล ด้วยวิธีที่พิเศษสักหน่อย
เราสามารถทำความเข้าใจแบ บนั้นได้ไหมคะคุณมาร์ลี่?
เอาล่ะค่ะ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เหมือนกับทุกอย่างในชีวิต
เราต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ เพราะกฎเหล่านั้นไม่ได้ปรับตัวตามสถานการณ์เ
ฉพาะของคุณหรอก ตัวคุณต่างหากที่ต้องปรับตัวเอง ดังนั้น
จิตไร้สำนึกก็มีภาษาของมันอยู่โ ดยธรรมชาติมันไม่ใช่ภาษาแบบตรรกะ
เพราะมันดำรงอยู่ในอีกมิติหนึ่งมันไม่ ได้อยู่ในกรอบเวลาเชิงกาลเวลาแบบของเร
าเป็นช่วงเวลาที่ยากจะจินตนาการมาก ๆซึ่งไม่มีอดีตปัจจุบันและอนาคต
ดังนั้นมันจึงไม่อาจทำงานเหมือนกับที่จิตของ เรา—พูดง่าย ๆ
ว่าจิตที่ตื่นตัวในโลกทางกายภาพ—ทำได้นั่ นแหละค่ะที่ฉันบอกว่าเราต้องเรียนรู้ภาษา
ของมัน และภาษานั้นเป็นภาษาเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การใช้เหตุผลแบบสติปัญญา
แต่เป็นภาษาเชิงสัญลักษณ์ เพราะสัญลักษณ์ ซึ่งในปัจจุบันถูกมองข้ามไปมาก
กลับเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่ สุดในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจากจิตไร้สำนึก
ช่วยยกตัวอย่างหน่อยได้ไหมคะว่าสื่อส ารกับจิตใต้สำนึกผ่านสัญลักษณ์ยังไง?
เช่น ไม่รู้สิ คุณไปกับแม่ที่ร้านค้า แล้วจู่ๆ ก็มองไม่เห็นเธอ
เลยเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาคุณคิ ดว่าตัวเองถูกทิ้งเหมือนตอนเป็นเด็ก
แต่จริงๆแล้วแม่ไปถามหา รองเท้าเบอร์ใหญ่ให้คุณ
และกำลังคอยดูแลอยู่ใกล ้ๆพอเข้าใจเรื่องแบบนี้
และข้อมูลนั้นถูกส่งผ่านไปยังจิตใต้สำนึก ก็จะเปิดช่องทางให้คุณมองมันในมุมใหม่ได้
แล้วในปัจจุบันนี้ถ้าฉันอยากจะ รับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนใน
ชีวิตหรือบาดแผลทางใจที่ บางครั้งเราเองก็รู้ตัวดี
—และผู้ฟังที่ยอดเยี่ยมขอ งเราหลายคนก็คงกำลังค่อยๆ
เยียวยาตัวเองมานาน—จนสามารถระบุได ้ว่าจุดแตกหักในชีวิตคือตรงไหนบ้าง
แล้วฉันควรใช้ภาษาแบบไหนล่ะในเมื่ อตอนนี้ฉันตระหนักถึงเรื่องนี้แล้ว
เพื่อบอกกับจิตใต้สำนึกของตัวเองว่า “เฮ้!
ใจเย็นๆ นะ เธอรู้ดีว่าที่นี่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
การสนทนาไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกคุณต้อ งเริ่มจากการรับรู้ก่อนว่ามีอะไรอยู่ข
้างในนั้น เพราะเขาเป็นคนบอกคุณเอง เขาบอกคุณผ่านความฝัน
บอกคุณผ่านพฤติกรรมที่คุณทำโดยไม่รู้ตัวในระ หว่างวัน บอกคุณผ่านภาพที่ผุดขึ้นมา
หรือผ่านความคิดที่คุณไม่รู้ว่ามาจากไหนแต่ก ลับโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ดังนั้น
ข้อมูลเหล่านั้นจากจิตไร้สำนึก...
เพราะจิตไร้สำนึกไม่ได้ลอยไปลอยมาอยู่ข้างนอ ก แต่มันอยู่ในร่างกายของคุณ
ร่างกายของคุณต่างหากที่เ ป็นตัวรับข้อมูลเหล่านั้น
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมร่างกายถึงรู้เรื่องราว มากมาย ฉะนั้น
หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพและ สำคัญที่สุดในการเข้าถึงจิตสำนึก
ก็คือการอยู่กับร่างกายของตัวเอง คอยสัมผัสถึงร่างกาย รับรู้ปฏิกิริยาของมัน
รับรู้อารมณ์ของมันและแน่นอนว่ าต้องรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสภาพแวดล้ อมและสิ่งที่เกิดขึ้นกับความคิดของคุณ
การทำแบบนี้จะทำให้คุณมีความใกล้ชิดก ับจิตไร้สำนึกและเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ
เพราะมันมีตรรกะของมันอยู่แม้ว่ามั นจะอยู่ในมิติของอวกาศและเวลาที่ต่า
งออกไป แต่มันก็มีตรรกะของมัน ยกตัวอย่างเช่น
ในกรณีร้านรองเท้าที่ผม เพิ่งเล่าไปใช่ไหมครับ?
รองเท้าที่เด็กคนนั้นกำลังลองใส ่อยู่มันเป็นสัญลักษณ์สำหรับเขา
และบางทีเมื่อเขาเห็นสัญลักษณ์นั้น เขาก็อาจรู้สึกถึงความกลัวครั้งนั้น
ความกลัวที่เคยเกิดขึ้นตอนที่เขารู้สึกถูกทอ ดทิ้ง ดังนั้น สัญลักษณ์หนึ่งๆ
จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือล องนึกภาพอีกตัวอย่างหนึ่งว่าตอนเด็กๆ
คุณนอนอยู่ตอนกลางคืนแ ล้วพ่อของคุณเดินเข้ามา
คุณได้ยินเสียงกุญแจไขประตูพ่อเ ข้ามาหอมแก้มหรือมากอดคุณบนเตียง
อะไรทำนองนั้นเมื่อสัญลั กษณ์ของกุญแจปรากฏขึ้นมา
คุณจะรู้สึกดีสุดๆเพราะมันจะพา คุณย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลานั้นใน
ชีวิตแต่ถ้าพ่อของคุณเป็ นคนขี้เมาหรือใช้ความรุนแ
รง เมื่อได้ยินเสียงกุญแจ คุณก็จะรู้สึกหวาดกลัว อึดอัด และวิตกกังวล
และเมื่อสัญลักษณ์ของกุญแจปรากฏขึ้นในใจม ันก็จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเหล่านั้น
ดังนั้นสัญลักษณ์จึงเต็มไ ปด้วยข้อมูลจากจิตไร้สำนึก
และการที่คุณรู้ว่าสัญลักษณ์แต่ล ะอย่างมีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ
นั่นคือความรู้เฉพาะตัวของคุณเองและถ้ าคุณมีเครื่องมือที่ช่วยระบุสิ่งเหล่าน
ี้ได้ เพราะจิตไร้สำนึกนั้นแม่นยำมาก มันไม่ใช่แค่การประมาณ แต่มันแม่นยำจริงๆ
ตัวอย่างเช่นกรณีของพ่อคนหนึ ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนขาได้
รับบาดเจ็บตรงบริเวณหนึ่งซึ่งสร้าง ความเปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิตของครอบ
ครัวแล้วลูกชายก็ไปประสบ อุบัติเหตุจักรยานตรงบริ
เวณเดียวกันนั้นพอดีเป๊ะนั่นก็เป็ นวิธีหนึ่งที่เขาแสดงความผูกพันกับ
พ่อนั่นแหละคือความจงรั กภักดีในครอบครัวที่เราพ
ูดถึงกันบ่อยๆ ในทางจิตวิทยา
ใช่ค่ะ ใช่เลย จริงๆ
ไม่ใช่เรื่องอะไรก็ได้ แต่มันคือการบอกว่า ฉันอยู่ตรงนี้เคียงข้างคุณ
พร้อมบาดแผลและความเจ็บปวด
แล้วก็ตลอดการสัมภาษณ์นี้เราจะม าคุยกันเรื่องความจงรักภักดีค่ะ
เพราะฉันคิดว่ามันเป็นประเด็น ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนเยอะมาก
และมักจะก้าวข้ามออกมาได้ยาก...
ประเด็นเด็ด
เป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ ค่ะสำคัญมากเลยล่ะ
เอาไว้เราจะมาคุยเรื่องนี้กันต่อในภายหลังนะ คะ ฟังนะ
ถ้าวันนี้มีใครสักคนที่กำลังดูวิดีโอนี้อยู่ เห็นได้ชัดเลยว่าเขาหรือเธอต้องการเปลี่ยนแป
ลงบางอย่างในชีวิต ในความเป็นจริง หรือในสถานการณ์ของตัวเอง
แล้วถ้ามีเพียงสิ่งเดียวที่คุณต้องเริ่มทำให ้แตกต่างไปจากสิ่งที่คุณเคยเข้าใจมาตลอดว่าค
วรจะทำล่ะ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคืออะไร?
ฉันจะบอกอะไรบางอย่างที่คุณ ไม่ค่อยได้ยินฉันพูดบ่อยนัก
คือทุกครั้งที่ฉันอยากจะเชิญผู้เชี่ยวชาญระด ับแนวหน้ามาออกพอดแคสต์นี้—คนที่พวกคุณเฝ้าร
อให้มาออกรายการกันหลายเดือนแล้ว—คำถามแรกที ่พวกเขามักจะถามฉันก็คือ "แล้วมาริอัน
มีคนติดตามคุณกี่คนเหรอ?"โลกนี้มั นทำงานกันตรงไปตรงมาแบบนี้แหละค่ะ
เพราะฉะนั้นวันนี้ฉันขอรบกวนคุณสักเรื่องหนึ ่ง นั่นก็คือ
ช่วยกดสมัครสมาชิกช่องขอ งเรานะคะและถ้าใครกดแล้ว
สิ่งที่ต้องทำก็แค่กดเปิดกระดิ่งแจ้งเตือนเอ าไว้ คุณทำได้เลยตอนนี้ ใต้วิดีโอนี้เลยค่ะ
ทุกการสมัครสมาชิกช่องคือกุญแจสำคัญที่ จะช่วยเปิดประตูสู่บทสัมภาษณ์ครั้งต่อไป
ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเราทุกคนที่อยู่ในช ุมชนนี้ ขอบคุณที่อยู่ตรงนี้ด้วยกันนะคะ
และจากตรงนี้ไปเราจะมาคุย กันต่อในบทสัมภาษณ์นี้ค่ะ
แล้วถ้ามีเพียงสิ่งเดียวที่คุณต้องเริ่มทำให ้แตกต่างไปจากสิ่งที่คุณเคยเข้าใจมาตลอดว่าค
วรจะทำล่ะ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคืออะไร?
อย่างที่บอกค่ะข้อแรกคือต้องต ระหนักให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภ
ายในตัวเราไม่อย่างนั้ นเราจะไม่รู้จักตัวเอง
เพราะมัวแต่หลงไปอยู่ข้างนอก จนขาดการเชื่อมโยงกับตัวเองไป
เมื่อเช้านี้ฉันบอกผู้หญิง คนหนึ่งว่า“วางมือลงบนหัวใจ
แล้วสัมผัสจังหวะการเต้นสิ”แ ต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงมันเลย
เพราะมีความไม่เชื่อมโยงกับร่างกายอ ยู่ใครที่ตระหนักถึงร่างกายตัวเองได้
ย่อมสัมผัสจังหวะการเต้นของหั วใจได้ตลอดเวลาด้วยความง่ายดาย
เขาสามารถเดินทางไปทั่วร่างกาย ได้นั่นแหละคือการอยู่กับตัวเอง
การมีสติอยู่กับตัวเองไม่ได้หมาย ความว่าเราจะละเลยสิ่งที่อยู่รอบต
ัวเรา อย่างที่พวกโยคีว่ากัน ตาข้างหนึ่งมองข้างใน อีกตาหนึ่งมองข้างนอก
นั่นแหละคือสภาวะที่แท้ จริงของการอยู่กับตัวเอง
แล้วฉันก็เข้าใจว่าช่องทางสื่ อสารแรกที่เรามีกับจิตใต้สำนึก
ก็คือร่างกายของเราใช่ไหมคะ?
สิ่งที่ร่างกายกำลังสื่อสารค ุณเมื่อเกิดสถานการณ์เหล่านี้
แน่นอนค่ะอาการปวดที่เกิดข ึ้นในช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็หา
ยไป โดยที่คุณเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แล้วจู่ๆ
มันก็กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ เตือนให้ร่างกายระลึกถึงบางสิ่ง
และมันก็แสดงออกมาโดยไม่ได้ ผ่านการรับรู้ของจิตสำนึกเลย
ดังนั้นมันจึงถูกทำให้เป็นอั ตโนมัติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อคุณตระหนักได้ว่า "โอ้!
อาการปวดนี้เกิดขึ้นเพราะกุญแจ...
ฉันเห็นกุญแจอย่างหนึ่งแล้วมันก็ ทำให้ฉันนึกถึงคืนเหล่านั้นกับพ่อ
ตอนที่ท่านกลับมาตอนกลางคืน" พอเข้าใจไหมคะ?
ความตระหนักรู้แบบนั้น ว่าสิ่งต่างๆ อาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ได้
แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างนะคะ ยกตัวอย่างเช่น สัญญาณจราจร เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่เป็นกลาง
มันแค่บอกข้อมูล เช่น ห้ามเลี้ยว หรือจำกัดความเร็ว ไม่ได้มีนัยทางอารมณ์ใดๆ
แต่ถ้าแฟนของคุณทิ้งคุณขณะที ่คุณอยู่ใกล้กับสัญลักษณ์นั้น
มันก็จะถูกประทับด้วยความทรงจำจากช่วงเวลานั ้น หรือถ้าเขาขอแต่งงานแล้วบอกว่าเขารักคุณ
ก็เช่นกัน คุณเข้าใจที่ฉันพูดไหมคะ?
ว่าสัญลักษณ์ต่างๆมักจะซึมซับข้อมูลท างอารมณ์และพลังงานเฉพาะตัวสำหรับเรา
แล้วแค่การทำให้ตัวเองตระหนักถึงเร ื่องนี้มันเพียงพอแล้วหรือเปล่าคะ?
หรือว่ายังมีอะไรที่มากกว่านั้นอีก?
เพราะถ้าฉันสามารถรับรู้ได้—ถ้าเราลองยึดตาม ตัวอย่าง—ว่ากุญแจดอกนั้นกำลังเตือนให้ฉันนึ
กถึงเหตุการณ์ดีๆหรือเห ตุการณ์สะเทือนใจในชีวิต
ซึ่งนั่นก็แปลว่าฉันได้ท ำให้มันเป็นที่รู้ตัวแล้ว
แบบนี้มันเพียงพอหรือยังคะที่จะทำให้มันเลิก กวนใจหรือทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจอีกต่อไป?
บางเรื่องที่เบากว่านั้นก็ใช่ ค่ะแต่เรื่องที่ลึกซึ้งน่ะไม่
เพราะมันฝังแน่นอยู่ในร่างกายของคุณ มันฝังอยู่ในความคิด ฝังอยู่ในอารมณ์
เมื่อคุณเปลี่ยนมุมมอง ความคิดก็เปลี่ยนไป และบ่อยครั้งที่อารมณ์ก็เปลี่ยนตาม
อย่างน้อยก็ในแง่ของระดับความรุนแรง เมื่อคุณเปลี่ยนมุมมอง มันก็เปลี่ยนแล้ว
แต่ร่างกายเป็นสิ่งที่หนาแน่นที ่สุดจึงเปลี่ยนแปลงได้ช้าที่สุด
เพราะแต่ละอย่างเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่ไม ่เท่ากัน ความคิดนั้นรวดเร็ว
อารมณ์เคลื่อนไหวช้ากว่าส่วนร่างก ายยิ่งช้าลงไปอีกเพราะสสารมีน้ำหนั
ก สสารนั้นมีความหนืด ร่างกายจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะปล่อยวาง
เช่น คุณได้ทำงานกับกุญแจนั้นมาแล้ว คุณคิดถึงมันในแบบใหม่
คุณรู้สึกถึงมันต่างออกไปแล้ว แต่พอเห็นกุญแจนั้น ปมในลำคอก็ยังคงอยู่ค่ะ
-เข้าใจเลยค่ะ -เพราะร่างกายยังไม่ยอมวาง
แล้วจะมีกลไกอะไรบ้างคะที่จะช่วยให้ เราคลายปมเหล่านั้นในร่างกายออกไปได้
คืออย่างนี้นะคะเทคนิคต่าง ๆมีกลไกต่างกันออกไป
แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือการใช้แรงสั่นสะเทือน ของคลื่นเสียงค่ะ เพื่อการนี้เลย
เรามีชามวางอยู่ตรงนี้ซึ่ งเราจะมาลองทำแบบฝึกหัดกัน
คุณสามารถใช้เครื่องมืออื่นได้แต่เคร ื่องมือนี้ดีมากเพราะคุณสามารถวางมันล
งบนร่างกายของคนตรงบริเวณที่มีปมอยู่ได้เลย เพราะรูปแบบหรือแพทเทิร์นเหล่านี้ไม่ได้ลอยอ
ยู่ในอากาศขอย้ำอีกครั้งว ่ามันอยู่ในร่างกายของเรา
มันมีตำแหน่งที่แน่นอนและเมื่อคุ ณระบุตำแหน่งของแพทเทิร์นนั้นในร่
างกายได้แล้วคุณก็ใช้คลื่นเส ียงสั่นสะเทือนเข้าไปทำลายมั
น เหมือนกับว่ามันถูกทำลายไปเพราะมันสั่น และเมื่อมันสั่น
มันก็จะกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่วิเศษมาก
เพราะมันเหมือนกับการปิดฉา กเรื่องราวให้จบลงในที่สุด
คุณคงไม่รู้หรอกว่ามีคนจำนวนมากมายเพ ียงใดที่ลองมาทุกวิธีเท่าที่จะนึกออก
ฝึกฝนเทคนิคต่างๆ มาจนครบหมดแล้ว มีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ
แต่กระเพาะอาหารก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ตอน นี้เองจึงถึงเวลาของการใช้คลื่นเสียงสั่น
สะเทือนซึ่งมันช่วยเปลี่ย นแปลงความทรงจำที่ยังคงค้า
งอยู่ในเซลล์นั้นๆ ในขณะนั้นหากเป็นขาของลูก
สิ่งนั้นก็จะหายไปพร้อมกับความภักดีที่พ่อเค ยมี เพราะระดับพลังงานของคุณเปลี่ยนไป
มันเหมือนกับว่าความถี่ของคุณได้เปลี่ยนไปแล ้ว ท้ายที่สุดแล้ว
ความถี่หรือคลื่นความถี่เหล่านั้น จะพาคุณไปสู่ความถี่อีกระดับหนึ่ง
ขอหยุดไว้ตรงนี้สักนิดนะคะ เพราะบางทีอาจมีผู้ฟังที่กำลังคิดว่า “โอเค
ฉันเข้าใจเรื่องนี้ดีแต่จ ะเป็นไปได้อย่างไรกันนะ?”
ฉันอยากพูดคุยกับสมองส่ว นเหตุผลของคุณสักหน่อยค่ะ
ว่าเราได้ค้นพบอะไรบ้างเกี่ยวกับพลั งของเสียงที่ส่งผลกระทบได้มากขนาดนี้
ในการช่วยคลายปม ปลดปล่อยบาดแผล และสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในใจของเราได้?
พูดอีกอย่างคือสิ่งที่เห็นได้จริงหรือสิ่ง ที่ค้นพบคืออะไรกันคะ?มีงานวิจัยรองรับไหม?
มีหลักฐานอะไรที่ช่วยสนับสนุนเรื่อง นี้อย่างเป็นรูปธรรมบ้างหรือเปล่าคะ?
ลองดูนะมีงานวิจัยมากมายท ี่ศึกษาถึงประโยชน์ของดนตร
ีอยู่แล้วแน่นอนว่ามัน ช่วยให้ระบบประสาทสงบลง
อย่างเช่นเบโธเฟนดนตรีของเ บโธเฟนก็เป็นที่รู้จักกันดี
ส่วนโมซาร์ตก็เหมือนกับว่าได้รับยาคลายเครีย ดไปในตัว แต่ยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีก
เช่นการใช้กลอง โดยทดลองกับเด็กๆ ที่ช่วยกันตีกลองพร้อมกัน
แล้วพบว่าระดับการเรียนรู้ข องพวกเขาสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เพราะเกิดสิ่งที่เรียกว่าความเท่าเทียมของกา รสั่นสะเทือน เมื่อทุกคนตีกลองไปพร้อมกัน
ทำให้เด็กๆเหล่านั้นมีระดับ พลังงานสั่นสะเทือนที่สูงขึ
้นในแบบหนึ่งและมีงานวิจัยหล ายชิ้นที่ยืนยันว่าการเล่นเค
รื่องดนตรีร่วมกัน ซึ่งในกรณีนี้เราใช้กลอง แถมกลองยังเป็นเครื่องดนตรีที่มีจังหวะเป็นเ
อกลักษณ์เหมือนกับจังหวะของโลก ของสสารเลยไม่ใช่หรือ?
สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างทั้งระบบป ระสาทและศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กๆ
ได้อย่างมหาศาลซึ่งก็มีงานวิจ ัยหลายชิ้นที่พิสูจน์เรื่องนี
้อยู่จริงไหมล่ะครับคุณผู้ชม?
น่าสนใจ
รวมถึงประโยชน์ของแรงสั่นสะเทือนด้วยค่ะ ทีนี้มันเฉพาะเจาะจงไหม ก็ไม่นะคะ
เพราะเทคนิคนี้เราใช้กันเฉพาะในสถาบันของเรา เท่านั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกมอบให้ฉัน
เป็นสิ่งที่เข้ามาหาฉันอีกทั้ง ยังเป็นสิ่งที่ชีวิตมอบให้จริงๆ
สถานการณ์ต่างๆเอื้ออำนวยให้ฉ ันเริ่มนำแรงสั่นสะเทือนทางเส
ียงมาใช้กับรูปแบบการทำงานของร่างกายแล ะแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่มาก
จนถึงตอนนี้ฉันก็ทำมันอยู่เงียบๆ ค่อยๆศึกษาวิจัย
แต่ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ ้นใดที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ส่วนเรื่องผลกระทบต่างๆ นั้นมีนะคะ เพราะวิธีการที่ฉันพัฒนาขึ้นมาได้ผ่านการศึก
ษาวิจัยระยะยาวถึงสิบสองปีเก ี่ยวกับผลของวิธีการนั้นแล้ว
แต่เทคนิคนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในชุดรวมทั้ง หมด ไม่ได้เป็นแค่เทคนิคเดียวค่ะ
ตลอดสิบสองปีที่ทำวิจัยมามีกรณ ีไหนที่น่าทึ่งที่สุดบ้างไหมคะ?
อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกประห ลาดใจมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมานี้?
โอ้โห เล่าได้เป็นกองเลยค่ะ...
เพราะฉันทำงานกับเสียงแต่ไม่ ใช่แค่เรื่องเสียงอย่างเดียว
คือมันไม่เหมือนกับคอนเสิร์ตฆ้องเลยนะ ที่นั่นมักจะฟังดูรื่นรมย์ สวยงาม ผ่อนคลาย
ดูนุ่มนวล แต่มันไม่ใช่...
มันคือการเปลี่ยนรูปแบบที่ ฝังลึกอยู่ในร่างกายของคุณ
มันเป็นแนวคิดที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงเป็ นแนวคิดที่ล้ำสมัยมากเพราะไม่เคยมีใครทำม
าก่อน และคุณอาจไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร แต่มันได้ผลดีอย่างน่าทึ่ง
แน่นอนว่ายิ่งกรณีนั้นละเอียดอ ่อนยิ่งเราเข้าใจเขามากเท่าไหร่
และยิ่งตัวบุคคลนั้นผ่า นการฝึกฝนมามากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งเข้าถึงได้ลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น
น่าสนใจ ดีมาก
แต่ฉันเคยเจอหลายเคสที่แค่ครั้งเดียว ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปเลย เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะเขาพร้อมแล้ว ผลไม้สุกงอมได้ที่แล้ว เขาผ่านการทำงานกับทุกมุมมอง มองจากทุกด้าน
พยายามทุกวิถีทางแล้ว แต่มันก็ยังไม่หายไป เพราะมันฝังอยู่ในร่างกาย
ในความทรงจำของเซลล์ที่มันไม่ยอมปล่อยวาง พอถึงเวลา คลื่นพลังงานก็เข้ามาสลายมันทิ้ง
และไม่ใช่แค่สลายนะ มันยังเข้าไปแทนที่ด้วย นั่นแหละคือเสน่ห์ของเทคนิคนี้
คือคุณไม่ได้แค่กำจัดสิ่งที่มีอยู่ออกไปแต ่คุณเปิดทางให้บางสิ่งที่งอกงามจากภายในตั
วผู้ป่วยเองขึ้นมาแทนที่ พูดง่ายๆ ก็คือ ในที่นี้ตัวนักบำบัดทำหน้าที่เพียงแค่เป็นผู
้นำทางเท่านั้นเอง
ภูมิปัญญาของร่างกายใช่ไหม ที่จัดชิ้นส่วนให้เข้าที่?
แล้วก็เรื่องสัญลักษณ์นี่แหล ะกลับมาที่สัญลักษณ์อีกครั้ง
ทำไมวิธีการที่ฉันใช้ ซึ่งเรียกกันว่า “เกมของการใส่ใจ” ถึงได้ผลดีขนาดนี้?
ทำไมล่ะ?
เรามาไล่ดูผ่านสัญลักษณ์ของจิตไร้สำนึกกันดี กว่า ถ้าสัญลักษณ์ของจิตไร้สำนึกเปลี่ยนไป
ทุกอย่างก็เปลี่ยนตามมั นเปลี่ยนทั้งความรู้สึก
เปลี่ยนแรงขับเคลื่อน เปลี่ยนความโหยหา เพราะลึก ๆ แล้วทุกอย่างล้วนอยู่ในร่างกาย
และจิตไร้สำนึกก็อยู่ในร่าง กายด้วยดังนั้นมันน่าทึ่งมาก
มีหลายคนที่แม้จะไม่ได้เจอกันตัวต่อตัว แค่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ในเซสชันเดียว...
เขาเขียนมาบอกว่า “ชีวิตฉันเปลี่ยนไปเลย ฉันอยากได้อีก” ฉันก็ตอบไปว่า
“ไม่ต้องมากหรอกตอนนี้ขอให้พ อใจกับสิ่งที่มีอยู่ก่อนก็พอ”
เพราะมันทั้งสบายใจ ทั้งสวยงามด้วยนะ
เป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับผู้สัมผัส
แน่นอนครับ แถมยังรู้สึกดีด้วย เพราะเวลาที่คุณเจ็บปวดลึกๆ
คุณก็แค่เปลี่ยนมันให้กลายเป็นสัญลักษณ์
ในจุดที่ใจคุณรับรู้ได้ไม่จำเป็นต้องเข้าใจเ หตุผลเลยใช่ไหมเพราะจริงๆ แล้ว...
จริงเลย
ในทางหนึ่งก็ใช่แหละ
ใช่เลยเพราะประตูบานแรกที ่ต้องเปิดคือประตูของจิตใ
จ ถ้าคุณยังปฏิเสธอยู่ ก็ไม่มีการบำบัดหรือเทคนิคไหนในโลกหรอกที่จะ
ช่วยให้คุณ…
แก้ปัญหาให้ได้
จะไปบังคับให้เขาแก้ไม่ได้ห รอกถ้าเขาไม่อยากก็ทำไม่ได้
คนเรามีอิสระในตัวเองสิ่งแรกคือต ้องเข้าใจและยอมรับว่าการเปลี่ยน
แปลงมีประโยชน์ เพราะหลายคนกลัว “ฉันขอเลือกสิ่งที่แย่แต่คุ้นเคย
ดีกว่าสิ่งใหม่ที่ยังไม่รู้จัก ”“ตอนนี้ฉันอยู่ในพื้นที่สบายๆ
ที่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่แต่ ก็นะ...ฉันคุ้นเคยกับมันดี”
จริงดิ
กล้าทำเถอะ เราเป็นเจ้าชีวิต ไม่มีใครบังคับคุณได้ถ้าไม่ยอม
มาร์ลีฉันรู้มาว่าคุณเองก ็เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่
อง “จิตไร้สำนึกเชิงควอนตัม” ด้วยเหมือนกัน คำนี้มันดูน่าสนใจมากสำหรับฉัน
เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกเข ้าใจไปว่าจิตไร้สำนึกเนี่ย
มันดูจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของฟิสิกส์มากกว่ าจะเป็นแค่เรื่องของจิตวิทยาเพียงอย่างเดียว
เสียอีกนะเนี่ย
มันไม่ได้เป็นแบบนั้นซะทีเดียวค่ะคือจิ ตวิทยากับจิตใต้สำนึกมันเป็นเรื่องเดีย
วกัน จิตวิทยาเกิดจากจิตใต้สำนึก หมายความว่าทุกปฏิกิริยาของคุณ
ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวคุณ แม้แต่ความโหยหา ก็ล้วนมาจากสิ่งที่อยู่ตรงนั้น
และมีหลายปัจจัยที่ส่ง ผลต่อจิตใต้สำนึกของคุณ
เพราะทั้งบรรพบุรุษและเรื่องราวใหญ่โ ตของครอบครัวต่างก็มีอิทธิพลทั้งสิ้น
คุณเองก็ไม่ได้ลอยตัวอยู่ เหนือสิ่งเหล่านั้นหรอกค่ะ
อย่างเช่นคุณปู่ของคุณเสียชีวิตจากการถูกฆาต กรรม ไม่ว่าจะที่ไหน ในสงคราม หรืออะไรก็ตาม
สิ่งนั้นมันฝังอยู่ในครอบค รัวและคุณก็ซึมซับมันเข้าไป
เหมือนกับว่าสำหรับจิตใต้ สำนึกอย่างที่คุณบอกตอนต้น
มันไม่มีเวลาหรือพื้นที่เลย
ไม่มีจริงๆ นะ
เหมือนเป็นปัจจุบัน
เพราะมันอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นนิรัน ดร์นั่นเองครับ ดังนั้นในจิตใต้สำนึก
ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นพร้อมกันหมดมันไม่ มีลำดับเวลาแบบที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ท
ุกวันนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า มันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย
มันก็เหมือนกันเลยค่ะกับการที่คิ ดว่าความอับอายที่ฉันเคยเผชิญในว
ัยเด็กซึ่งจิตใต้สำนึกของ ฉันกำลังปลุกมันขึ้นมาในป
ัจจุบันนั้นมันยังคงวนเวียน กลับมาผุดขึ้นอยู่ตลอดเวลาด้
วยความรู้สึกทางอารมณ์ที่เข้มข้นไม่ต่างจากเ ดิมเลย แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็ทำให้ฉันเข้าใจได้ว่า ในตอนนี้ในปัจจุบันนี้เอง
มันก็เป็นไปได้เช่นกันที่จะแก้ไขมันเพราะ ว่ามันยังคงอยู่ตรงนั้นให้เราจัดการได้ค่ะ
ใช่เลยค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งมันอยู่ในดวงวิญญาณของครอบครัว
เพราะแต่ละครอบครัวมักมีความเป็นเอกภาพ หรือ“ดวงวิญญาณร่วม”อยู่
เมื่อเรื่องราวเจ็บปวดของคุ ณยายยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
ไม่ว่าจะเป็นการที่สามีถูกฆาตกรรม การสูญเสียลูกชาย หรือความอับอายขายหน้า
สิ่งเหล่านั้นยังคงค้างคาเป็นแรงส ั่นสะเทือนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ฝังแน่นอยู่ในดวงวิญญาณของครอบครัวแล ้วลูกหลานคนหนึ่งก็จะรับเอาสิ่งนั้นมา
ในระดับจิตใต้สำนึกพอถึงจุดหนึ ่งเขาก็จะพบมันด้วยความตระหนัก
ปฏิกิริยาตอบสนองไม่ได้ถูกวางแผนไว้ล ่วงหน้าคนผู้นั้นจึงรับเอาสิ่งนั้นมา
และมักแสดงออกถึงสิ่งที่บรรพบุรุ ษเคยเผชิญในรูปแบบที่อ่อนโยนกว่า
ถ้าเขาสามารถคลี่คลายเรื่องนั้นได้เขาก ็จะกำลังแก้ไขปัญหาที่ค้างคาของบรรพบุรุ
ษ กล่าวคือ เขาช่วยให้สายเลือดได้รับการปลดปล่อยจากภาระ
นั้น นี่แหละคือความงดงาม เพราะไม่ใช่ลูกหลานทุกคนที่จะรับเอาบาดแผลที
่ยังค้างคาอยู่มาด้วยทั้งหมด
แล้วขึ้นอยู่กับอะไรคะ ทำไมฉันได้ แต่คนอื่นหรือญาติพี่น้องฉันถึงไม่ได้?
ฟังนะสิ่งที่คุณพูดถึงมั นอยู่เหนือขอบเขตความเป็น
มนุษย์ไปมาก สำหรับฉัน คลื่นความสั่นสะเทือนหรือความถี่เชิงสั่นสะเ
ทือนมีอยู่จริงและมันจะเกิดกา รประสานกันในระดับที่สอดคล้อง
กันเมื่อคุณจูนเข้ากับจ ังหวะเดียวกับทวดที่เคยผ
่านเรื่องราวบางอย่างมาคุณก็จะมี โอกาสได้แก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่
เพราะสำหรับฉัน มันเหมือนชีวิตของคุณเอง คุณสั่นสะเทือนระดับไหน
คุณก็จะพบเจอแต่สิ่งที่อยู่ในระดับนั ้นหากคุณเปลี่ยนระดับความสั่นสะเทือน
คุณก็จะพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ถ้าคุณลดระดับความสั่นสะเทือนลง
คุณก็จะเจออะไรแบบอื่น ดังนั้น ระดับที่คุณสั่นสะเทือนขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง
เพราะถ้าคุณเก็บความขุ่นเคือง ความเจ็บปวด หรือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นเอาไว้แล้วไม่ยอ
มปล่อยวางความสั่นสะเทือนข องคุณก็จะช้าและหยาบกระด้าง
ในทางกลับกันถ้าคุณเปล ี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น
ทำความเข้าใจมัน และมีความเมตตาต่อทุกสิ่ง ทั้งต่อตัวคุณเองและสิ่งที่เกิดขึ้น
คุณก็จะสั่นสะเทือนในแบบที่ต่างออกไปแ ละคุณก็จะพบเจอกับเหตุการณ์อีกแบบหนึ่ง
เพราะมันมีความสอดคล้องทา งพลังงานเกิดขึ้นกล่าวคือ
เมื่อคุณเปิดโทรทัศน์แล้วกดไปที่ช่องหนึ่ งมันไม่ใช่ว่าจะปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราว
แต่มันจะปรากฏขึ้นมาเสมอ คุณกดไปที่ช่องสาม มันก็ออกช่องสาม คุณกดไปที่ช่องเจ็ด
มันก็ออกช่องเจ็ด ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ?
ก็เพราะมันถูกปรับให้สอดคล้องกันนั่นเอง ดังนั้น พลังงานของเราก็คล้ายคลึงกันมาก
คุณจะพบเจอแต่สิ่งที่สอดคล้องกับตัวคุณเอง ถ้าคุณมีความสุข ก็ดีมาก ขอให้สนุกกับมัน
แต่ถ้าคุณยังไม่สุขก็ลอง เปลี่ยนความสอดคล้องดูสิ
เปลี่ยนความสอดคล้องที่คุณกำลังมีอยู่ดูสิ
อยู่ดีๆ มันก็เกิดขึ้น ซึ่งฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
ในระหว่างที่เราพยายามปรับคลื่นความถี่ให้สู งขึ้น จริงๆ
แนวคิดนี้ฉันไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงนะ แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นเทรนด์ไปแล้ว
ที่คนหันมาทำวิธีต่างๆเพื่อให้ ตัวเองมีคลื่นความถี่ที่สูงขึ้น
แต่พอคุณเดินไปตามทางนั้น คุณกลับต้องมาเจอคำถามว่า
ฉันก็กำลังอยู่ในพลังงานดีๆ อยากโฟกัสแต่เรื่องบวกแท้ๆ แล้วจู่ๆ
คุณก็รู้สึกว่ามันหนักห นาสาหัสเหลือเกินแบบว่า
ถ้าฉันกำลังส่งคลื่นความถี่สูงอยู่แท้ๆทำไ มเรื่องแบบนี้ถึงยังเกิดขึ้นกับฉันอีกล่ะ?
เพราะคุณไม่ได้มองไปที่ควา มสั่นสะเทือนระดับต่ำไงล่ะ
เพราะความสั่นสะเทือนระดับต่ำ นั้นมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ภายใน
คือบาดแผลที่ใหญ่ที่สุดก็คือของขวัญชิ้นยิ่ง ใหญ่ที่คุณมี เพราะจากบาดแผลเหล่านั้น
คุณได้เรียนรู้เรื่องความละเอียดอ่อน เรื่องความเป็นมนุษย์ และการรับรู้
ซึ่งคนที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้เขาไม่ม ี ดังนั้นถ้าคุณจมอยู่กับความเจ็บปวด
คุณก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันแต่ถ้าค ุณมองเห็นทุกสิ่งที่คุณได้พัฒนาขึ้นม
าในสถานการณ์ที่ท้าทาย มันกลับกลายเป็นความมั่งคั่ง ฉะนั้น
คุณจะมองข้ามด้านลบไม่ได้เพราะคุณจ ะเห็นว่าแสงสว่างนั้นประกอบด้วยทั้
งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่มันคือการผสมผสานระหว่างสองสิ่งนั้น
คือการขอบคุณสิ่งดีๆที่ให้พลัง งานและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต
แล้วหันมามองสิ่งที่พยายามจะขัดขวางคุณเพ ราะถ้าคุณดึงเอาคุณค่าและความมั่งคั่งที่ม
ีอยู่ในนั้นออกมาได้คุณก็จะรู้ส ึกขอบคุณกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตั
วเองดังนั้นการมองแต่ด้า นบวกเพียงอย่างเดียวมันไ
ม่พอการมองแต่ด้านลบเพีย งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ทางอ
อกเช่นกันมันต้องอาศัยการผ สมผสานของทั้งสองสิ่งนี้แหล
ะถึงจะทำให้คุณพบแสงสว่างและนี่ค ือข้อผิดพลาดสำคัญที่ฉันพบบ่อยมาก
คือการอยากเห็นแต่ด้านบวกโด ยลืมไปว่าด้านลบก็ยังคงอยู่
และมันก็มีเหตุผลของมันไม่ใช่ให ้คุณมองข้ามหรือปัดมันไว้ใต้พรม
แต่ให้คุณมองเข้าไปเพราะในนั้นแ หละคือความมั่งคั่งทั้งหมดที่คุ
ณจะได้รับจากการเจาะลึกเข้าไปในมัน
แล้วเมื่อสักครู่คุณก็พูดว่า ใช่ไหมล่ะ?
ว่าทำไมถึงต้องเป็นคุณที่ต้องมา เยียวยาเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ซึ่งส่งต่อมาจากบรรพบุรุษแต่คุณได้ พูดคำหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าน่าสนใจม
าก และคุณมองว่ามันเป็นโอกาส คือคุณมีของขวัญชิ้นนี้อยู่กับตัว
มันไม่ใช่คำสาปที่ถูกกำหนดม าให้คุณต้องแบกรับไว้หรอกนะ
-ไม่ใช่งานครับ -งาน
คือพี่ชายของคุณได้รับโจทย์หนึ่งพ ี่น้องคนอื่นก็ได้รับอีกโจทย์หนึ่ง
แต่สำหรับคุณแล้ว คุณได้รับโจทย์นั้นมา และเมื่อมันตกมาถึงคุณ
คุณก็จะใช้ชีวิตอยู่กับมันในลักษณะที่คล้ายค ลึงกันมาก ดังนั้นหากคุณแก้ไขมันได้
ก็เท่ากับว่าคุณกำลังสะสางจิตวิญญาณทั้ งหมดของครอบครัวที่คุณเป็นส่วนหนึ่งอยู่
คุณไม่ได้แยกขาดจากครอบครัวของคุณเลยการ ที่คุณเกิดมาในครอบครัวนั้นย่อมมีเหตุผลข
องมันตรงนี้เรากลับมาพบก ับระดับความคล้ายคลึงในพล
ังงานความถี่อีกครั้งครอบครัวที ่คุณได้รับมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
และในครอบครัวนั้นคุณมีทั้งพรสวรร ค์และปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยเช่นกัน
คุณพูดถึงเรื่องเกมแห่งความใส่ใจไปแล้วซึ ่งคุณก็ได้สร้างวิธีการที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา
ด้วยและสิ่งหนึ่งที่ฉันส นใจคือคุณบอกว่าการที่เร
าเผลอฟุ้งซ่านนั่นแหละ—ใช่ไหมคะ?
ช่วยแก้ไขให้ฉันหน่อยถ้าฉันเข้าใจผิดนะแต ่สถานการณ์ที่เรารู้สึกว่าตัวเองฟุ้งซ่านใ
นชีวิตนี่แหละคือสิ่งที่นำ พาความไม่มีความสุขมาให้เรา
ใช่ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ตอนนี้ฉันจำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้หรอก
เป็นงานวิจัยสำคัญที่พบว่าจิตของเรานั้นล่อง ลอยไปเรื่อยๆ แทบจะครึ่งเวลาของวันเลย
บางทีก็มากกว่านั้นด้วยซ้ำและกา รล่องลอยแบบนั้นไม่ได้พาเราไปไหน
แถมยังไม่ได้ทำให้เรามี ความสุขอีกด้วยกล่าวคือ
จิตที่คอยเผลอไผลก็มักจ ะเป็นจิตที่ไม่มีความสุข
แต่เมื่อใดที่คุณโฟกัสอยู่กับสิ่งที่ทำ...
รู้ไหม พลังงานก็จะมา ความอยากทำก็จะเกิดขึ้น แล้วก็...
นั่นแหละคือผลการศึกษาท ี่สำคัญที่ได้ทำไว้แล้ว
แล้วเราจะฝึกฝนตัวเองอย่างไรให้ยังคงจดจ่ ออยู่กับสิ่งที่เราต้องการจะทำให้สำเร็จ?
เอาล่ะ มาดูกันนะ บางครั้งเราก็อยากได้สิ่งที่ยังไม่ใช่ของเรา
แต่ก็มีเหตุผลที่เราอยากไ ด้มันเพราะบางทีระหว่างทาง
เราอาจได้พบกับสิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ ก็ได้ ฉันไม่รู้ว่าคุณจำได้ไหม
เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “เดอะซีเคร็ต” น่าจะใช่เล่มนั้นแหละ
ที่เขาบอกไว้ว่า“จงทำเหมือนว่ามันสำเร็จไปแล ้ว อะไรก็ตามแต่แล้วพลังใจของคุณก็จะ...”
ดั่งกฎแรงดึง
ใช่ กฎแห่งการดึงดูดที่โด่งดังนั่นไง ที่เคยฮิตสุดๆ แต่ก็เหมือนแชมเปญ
คือมาไวไปไว แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?
ก็เพราะมันเป็นเรื่องจริงแต่ต้อ งอยู่ภายใต้กฎของจักรวาลเท่านั้น
ถ้าคุณอยากได้สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในความถี่เดี ยวกับคุณ มันก็จะไม่เข้ามาหรอก
คือถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป ็นของคุณต่อให้พยายามแค่ไหน...
มันก็เหมือนคุณยืนอยู่ห น้าต้นแอปเปิลแล้วบอกว่า
"ฉันจะใช้พลังจิตเพื่อให้ลูกแพร์งอกออกมาจาก ต้นนี้" มันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก
เพราะคุณกำลังฝืนกฎธรรมชาติอยู่ดังนั้ นถ้าสิ่งที่คุณปรารถนาอยู่ในเส้นทางขอ
งคุณ ก็ดีไป แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของคุณ
งั้นคุณกำลังบอกว่าเราเกิดมาพร้ อมชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้วเหรอคะ?
เอาล่ะตรงนี้เราก็เข้าสู่ คำถามใหญ่ของมนุษย์ตั้งแต
่เริ่มมีชีวิตอยู่เลย นั่นคือ เราตัดสินใจได้แค่ไหน?
แน่นอนว่ามีเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผลอยู่ ด้วย คุณเกิดมา ณ เวลานี้ ในวินาทีนั้น
ในครอบครัวแบบนั้น เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มีสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร
ทั้งหมดนั้นล้วนถูกกำหนดไว้แล้วแล้วใคร เป็นคนจัดวางโปรแกรมเหล่านั้นขึ้นมาล่ะ?
ก็ชีวิตนั่นเอง ชีวิตคือครูผู้ยิ่งใหญ่ ชีวิตจึงมอบเมนูอาหารให้คุณ ทีนี้
พวกนักกำหนดนิยมก็จะบอกว่า“แม้ แต่สิ่งที่คุณเลือกจากเมนูนั้น
ก็ถูกกำหนดไว้แล้วเพราะควา มอยากและความปรารถนาของคุณ
ก็สะท้อนถึงประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณเคยผ่านม าเช่นกัน” กล่าวคือ
มีหลายสำนักที่มองว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้อย่ างสมบูรณ์ แต่ฉันไม่คิดเช่นนั้นหรอก
ฉันจะบอกให้ฟังว่าทำไมเพราะชีว ิตมีทั้งโครงสร้างและความโกลาหล
ชีวิตมีโครงสร้างอยู่ทุ กสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ
เหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตของคุณล้วนประกอบกันเป็นโครงสร้าง
เป็นโปรแกรมทางจิตใจแต่ในขณ ะเดียวกันก็มีความโกลาหลด้วย
หากไม่มีความโกลาหลก็คงไ ม่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
มันเหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่ต้อง คอยอัปเดตซอฟต์แวร์อยู่ตลอดเวลา
มันก็รีเซตใหม่ไง
ลองดูที่ต้นไม้นะคุณรู้ว่า จากลำต้นจะแตกกิ่งก้านออกมา
แต่รู้ไหมว่ากิ่งจะไปโผล่ตรงไหน?
นั่นแหละคือความโกลาหล ณ จุดนั้นจึงมีความคาดเดาไม่ได้อยู่
นั่นคือความคิดสร้างสรรค์แล ะสัญชาตญาณฉันบอกไม่ได้หรอก
แต่รู้ว่ามีบางอย่างคอยเติมเต็มโครงสร้างนั้ นให้ใหม่ แล้วคุณจะตัดสินใจไปถึงแค่ไหนล่ะ?
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะไม่ มีใครตอบคำถามนี้ให้คุณได้หรอก
ขอถามคุณสักหน่อยนะคะคือในเกมของ การใส่ใจที่เรากำลังพูดถึงกันอยู
่นี้ถ้าสมมติว่าฉันกำลัง มองหาสิ่งนี้อยู่ใช่ไหมล
่ะคะ เช่น ฉันอยากจะรวย ฉันฝึกฝนจิตใจมาทุกวิถีทางแล้ว
ทำทุกอย่างที่ควรทำแล้วแต ่พอพยายามจะคว้ามันมาทีไร
ฉันกลับทำพลาดไปเสียทุกทีหรือไม่ก็ เผลอปล่อยให้ตัวเองวอกแวกไปทำอย่าง
อื่นแทนแล้วแบบนี้ฉันควรร ักษาความมุ่งมั่นตั้งใจเอา
ไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต ้องการไปถึงระดับไหนกันแน่คะ?
แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่ฉันควรจะรู้ตัวว่า โอเคพอแค่นี้เถอะ
เพราะตอนนี้ฉันกำลังเห็นภาพควา มเป็นจริงที่มันไม่เข้าท่าแล้ว
และถึงเวลาที่ควรจะหันไปทุ่ม เทให้กับเรื่องอื่นแทนเสียที?
เพราะว่าการทำงานมันต้องออกไปข้างนอก คือคุณต้องรู้เรื่องการเงิน มีหัวคิดที่ดี
เพราะถ้าไม่เป็นแบบนั้น มันก็ไปไม่รอดหรอกแต่ในขณะเดียวกัน
คุณก็ต้องมองกลับเข้ามาข้างในด้วย คุณอนุญาตให้ตัวเองหาเงินได้ไหม?
คุณทนความสุขได้มากแค่ไหน?คุณอนุญาตใ ห้ตัวเองมีความอุดมสมบูรณ์หรือเปล่า?
เพราะบางครั้งในจิตใต้สำนึ กของคุณมันมีข้อห้ามอยู่ว่า
“พ่อแม่ของฉันต้องต่อสู้มาตลอดชีว ิตแล้วทำไมฉันถึงจะไม่ต้องสู้ล่ะ?
ฉันต้องอยู่เคียงข้างพวกเขา”นั่นแหล ะ—ความภักดีต่อครอบครัวที่โด่งดังนั่
นเองซึ่งมักจะเป็นปัจจั ยสำคัญอย่างหนึ่งเลยล่ะ
เราจะรู้ได้ยังไงคะว่าเรากำลังถูกค วามจงรักภักดีต่อครอบครัวชี้นำอยู่?
แล้วเราต้องสังเกตอะไรในตัวเ องถึงจะพูดได้ว่า “โห...
นี่มันเพราะคุณกำลังทำตาม ความจงรักภักดีอยู่นี่เอง”
ฟังนะฉันมักจะคิดเสมอว่า คุณต้องทำตามความปรารถนาแ
ละความใฝ่ฝันของตัวเอง แน่นอนอยู่แล้ว แต่คุณต้องปล่อยวางเรื่องผลลัพธ์ด้วย
เพราะสมมติว่าฉันอ่านหนังสือเตรียมส อบแข่งขันที่นี่มาหลายปีแล้วก็พลาดไป
มันก็คือโศกนาฏกรรมแต่บางทีส ิ่งที่คุณกำลังจะไปทำนั่นแหละ
อาจกลายเป็นหายนะสำหรับคุณก็ได้คุ ณรู้อะไรบ้างล่ะ?คุณรู้อะไรกันแน่?
เราจะไปรู้อะไรได้จริงๆ?
เราต้องใช้ชีวิตผ่านมันไปแต่ก็ไม่ไ ด้หมายความว่าเรากำลังเดินอยู่บนเส
้นทางที่ถูกต้องเสมอไป เราต้องลองพิสูจน์มันดู
เพราะเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์ต่างๆ ต้องเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้นเอง
เมื่อคุณเห็นว่ามีความยากลำบากเกิดข ึ้นคุณก็ต้องพยายามฝ่าฟันมันไปให้ได้
แต่บางครั้งเราก็เอาหัวโขกกับก ำแพงอยู่ดีเพราะอย่างที่คุณรู้
การจะให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ ้นได้มันต้องมีการลงมือทำ
แต่ก็ต้องมีจังหวะเวลาที่เห มาะสมและต้องมีคนที่ใช่ด้วย
แล้วบางครั้งเราก็ไปฝืนสถานการณ์ที่มันยังไม ่ใช่เวลา หรือยังไม่ใช่คนที่ใช่เลย
แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังใ ส่พลังงานลงไปในสิ่งที่ถูกต้อง?
คือฉันไม่รู้หรอกว่าเขาเรียกสิ่งนี้ว่าอ ะไรแต่ฉันรู้ว่านั่นแหละคือเส้นทางที่ใช่
ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนทา งนั้น และกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจ
รวมถึงทรัพยากรทั้งหมดไปก ับสิ่งที่เป็นของฉันจริงๆ?
ดูสิ ตรงนี้มีสองอย่าง อย่างแรกคือเทอร์โมมิเตอร์
ซึ่งก็คือร่างกายของเรา ถ้าร่างกายเบาสบายรู้สึกเบิกบาน
ก็แปลว่าเราเดินไปในทางที่ถ ูกต้องแต่ถ้าร่างกายหนักอึ้ง
แสดงว่าเราไม่ได้เดินไปในทางที่ดีนักร่า งกายของเรานี่แหละคือเครื่องวัดที่แม่นยำ
ที่สุด อีกเรื่องคือการแยกให้ออกว่า นั่นเป็นความปรารถนาของจิตวิญญาณ
หรือเป็นแค่ความอยากของอัตตา อย่างเรื่องการทำงาน มักเกิดขึ้นบ่อย
“ฉันอยากเป็นผู้อำนวยการ” หรือ“ฉันอยากได้ตำแหน่งนั้น
เพราะต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าฉันมีคุณค่ า” แต่ลึกๆ แล้ว จิตวิญญาณกลับหดหู่ใจ
เพราะธรรมชาติไม่ได้ไปในทางนั้นเลย จะมีสักกี่คนที่ต้องทรมานตัวเองว่า
“ฉันยอมรับงานนั้นดีไหม” เพราะแท้จริงแล้ว มันมีความอยากของอัตตาอยู่ข้างหนึ่ง
และความอยากของจิตวิญญาณอีกข้างหนึ่งบาง ครั้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัว
เราเลย นั่นคือสิ่งที่เราต้องแยกแยะให้ได้ ว่านั่นใช่สิ่งที่เหมาะกับเราจริงๆ
หรือเปล่า?นั่นใช่สิ่งที ่จิตวิญญาณโหยหาหรือไม่?
แล้วร่างกายจะบอกเราเอง ถ้าร่างกายเบา ก็แปลว่าสบายดี ถ้าร่างกายหนัก
ก็แปลว่าไม่ใช่ทาง
แต่บางครั้งมันก็อาจเป็นเส้นทางของคุณ จริง ๆ เพียงแต่คุณเกิดความกลัวขึ้นมา
เพราะมันเหมือนกับว่า “อืม...
นี่มันซับซ้อนนะ นี่มันยากจัง” แต่...
ฟังนะ เดี๋ยวฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง เพื่อให้คนฟังคนอื่น ๆ
สามารถเข้าใจและเห็นภาพตามไปด้ว ยได้ตอนที่ฉันเริ่มทำพอดแคสต์นี้
ฉันเริ่มต้นด้วยความไม่แน่ใจอย่างม ากและก็เริ่มเหมือนกับทุกคนนั่นแหละ
คือไม่มีผู้ติดตามเลย ไม่มีคนฟังไม่มีอะไรเลยสักอย่าง
ตอนนั้นฉันมีความรู้สึกแบบว่า “โอ้โห!
ฉันอยากลองทำสิ่งนี้ดูนะฉันรู้สึก ว่ามันน่าสนใจดีที่จะลงทุนกับโปรเจ
กต์แบบนี้”แต่ฉันก็ไม่รู ้หรอกว่ามันจะไปถึงจุดไหน
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะมีผู้ติดตามเกินกว่าหน ึ่งล้านคน ไม่รู้อะไรเลยสักนิด
แต่ก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันรู้สึกถึงความกลั วนั้นได้ในร่างกายเลยนะ บอกตรง ๆ เลย
ฉันรู้สึกมันที่หน้าอก รู้สึกที่ท้อง รู้สึกถึงความเข้มข้นของความกลัวที่ว่า
“เธอจะทำพลาดแน่ ๆ ใคร ๆ ก็จะตัดสินเธอหรอก แล้วเธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสัมภาษณ์ยังไง
ดูสิคนที่จะมาออกรายการน ี่เขาจะพูดอะไรกับเธอบ้า
งนะ?” คือมันมีคำวิจารณ์เต็มไปหมด แต่ที่สำคัญคือความกลัวที่แผ่ซ่านอยู่ในร่าง
กายมาก ๆ และฉันจะบอกตามตรงนะ ตอนที่ฉันสัมภาษณ์แรก ๆ นั้น
ฉันแทบจะขยับตัวไม่ได้เลย แต่ฉันก็ทำไปเรื่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ
แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ ดังนั้น แน่นอนว่าฉันจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าความหนักอ
ึ้งที่ฉันรู้สึกอยู่ในร่างกายตอนนั้นมันมาจา กกลไกการป้องกันตัวของฉันจริง ๆหรือเปล่า?
ไม่รู้สิว่ามันคือความหนักอ ึ้งหรือความตื่นเต้นกันแน่?
อาจเป็นแบบนั้นมากกว่า...เป็นคำถามที่ดีนะ
ไม่ใช่ความหนักใจหรอก ถ้าหนักใจคงไม่ทำ
นั่นสิ
มันคือความตื่นเต้นแต่ค วามกลัวก็เป็นส่วนหนึ่ง
การเอาหน้าไปแนบกับผ้าอย่างที่เราพูดกันในบร าซิลมันเสี่ยง คุณจะถูกวิจารณ์ จะมีคนพูดถึง
หรืออะไรก็เกิดขึ้นได้มันคื อการกระทำที่ต้องใช้ความกล้า
แต่ความตื่นเต้นจากความเสี่ยงที่คุณอยา กทำมันกลับผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า
ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น คุณก็คงไม่ทำหรอก
นั่นสิ
แน่นอนความกลัวเป็นเรื่อง ปกติเพราะคุณกำลังทำสิ่งใ
หม่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร ขึ้นและยังไม่มีประสบการ
ณ์ คุณต้องเผชิญหน้ากับมัน ความกลัวจึงเป็นเรื่องธรรมดา
และเมื่อเป็นแบบนั้นผมว ่ามันคือเครื่องนำทางนะ
อ๋อ น่าสนใจจังเลย!
มันเป็นความกลัวปกติเวลาเจอสิ่งใหม่เพรา ะเรายังยึดติดกับสิ่งเก่าที่คุ้นเคยอยู่
แต่เราก็ต้องเดินหน้าต่อไปและมันเป ็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะรู้สึกกลัว
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ใหม่ งานใหม่
หรือเมืองใหม่ที่คุณเพิ่งย้ายไปแน่นอน ว่าเราต้องมีความเกรงใจให้กับสิ่งที่เ
รายังไม่รู้จักยิ่งถ้าพูดถึ งเรื่องความตายแล้วล่ะก็...
นั่นสินะ จริงอย่างที่ว่า มันเป็นความกลัวสัญชาตญาณเลย
ใช่เลยบางครั้งความกลัวก็ เป็นแค่กับดักล่อใจเท่านั
้นแต่มันก็ไม่ใช่ว่าเรา จะต้องพุ่งเข้าไปแบบหุน
หันพลันแล่นเพราะชีวิตมักไม ่ได้ยินดีหรือสนับสนุนการกระ
ทำแบบนั้นหรอก มันคือการวางแผนให้ดี เอาชนะความกลัวของตัวเอง
แล้วลงมือทำเสียทีเดียวเลยเพราะในร ะหว่างนั้นมันมีความตื่นเต้นของชีวิ
ตอยู่ด้วย มีอะไรใหม่ๆ ที่คอยท้าทายเราอยู่
แล้วคุณคิดยังไงกับเรื่องความพยายามบ้างคะ?
เพราะเรามักจะคิดกันว่าความสำเร็จต้ องแลกมาด้วยความพยายามอย่างหนักหน่วง
และดูเหมือนว่าหลายคนกำลังรู้สึกเหมือนตัวเอ งกำลังผลักดันกำแพงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ไปถึ
งเป้าหมายสักอย่างหนึ่งแบบนี้มันเ กี่ยวข้องกับการใส่ใจด้วยหรือเปล่
าคะ หรือจริงๆ แล้วในช่วงเวลาที่เราอยากจะบรรลุอะไรสักอย่า
งมันควรจะรู้สึกถึงควา มไหลลื่นมากกว่านี้ไหม
หรือว่าฉันจำเป็นต้องรู้สึก ว่าความพยายามนั้นมีอยู่จริง
เป็นสิ่งที่คอยประคองความสนใจของฉันเอาไว้ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้กันแน่คะ?
ลองดูนะ ถ้าพูดถึงชีวิตของฉัน ฉันทำงานในสายงานเดิมมาเกือบสี่สิบปีแล้ว
ในหลายช่วงเวลาก็ต้องอาศัยความพยายามอย่างหน ัก บางช่วงก็ได้รับความพึงพอใจอย่างมาก
แต่แล้วก็มาถึงจุดหนึ่งที่ทุกอย่างมันไหลมาห าฉันเอง โดยไม่ต้องพยายามเลย ยิ่งไปกว่านั้น
พอถึงเวลาที่ต้องออกแรงฝืนทำอะไรสักอย่าง ฉันมักจะบอกตัวเองว่า "ทางนี้ไม่ใช่แล้ว"
แต่ความพยายามในช่วงเริ่ มต้นนั้นจำเป็นนะรู้ไหม?
มันเหมือนกับการสร้างบ้านขึ้นมาสักหลังแต ่พอสร้างเสร็จแล้วเราก็เข้าไปอยู่และค่อยป
รับแต่งให้เป็นไปตามใจเราแต่ความพย ายามในช่วงแรกในการสร้างสิ่งหนึ่งข
ึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชีวิตห รือความสัมพันธ์นั้นเป็นเ
รื่องจำเป็น แต่มันไม่ได้ต้องอยู่ตลอดไป มันเป็นความพยายามในช่วงของการก่อร่างสร้างต
ัว แล้วถ้าคุณอยู่ในจุดที่ใช่ ทุกอย่างมันก็จะไหลลื่นไปเอง
เหมือนกับว่าสถานการณ์ที่เหมาะสมมันเกิดขึ้น พอดี และถ้ามันยังไม่มา ก็ไม่เป็นไร
เพราะมันไม่จำเป็นต้องมาตรงนั้นหรอกอ ย่างที่ฉันพูดถึงเรื่องโปรเจกต์ต่างๆ
ก่อนหน้านี้มันจะมาเมื ่อถึงเวลาที่มันต้องมา
และถ้ามันไม่มาฉันก็มีความส ุขกับชีวิตที่เป็นอยู่นี้ดี
ฉันมีประสบการณ์มาพอที่จะบอกคุณได้ว่ามัน มีช่วงเวลาที่ทุกอย่างจะเข้ามาหาเราโดยไม
่ต้องพยายามเลยแล้วเมื่อวันก่ อนมีคนถามฉันถึงความแตกต่างระ
หว่างความพยายามกับความติดขัดคือเวล าที่คุณรู้สึกติดขัดกับอะไรบางอย่าง
แน่นอนว่าความพยายามทางกายหรือทางสมองนั้นเป ็นเรื่องปกติ เพราะคุณได้ทำงานมาเป็นเวลานาน
คุณก็แค่ไปพักผ่อนแล้วร่า งกายก็จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
แต่ความรู้สึกท้อแท้แบบที่เกิดจากความพย ายามที่ใช้ผิดทางนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก
ต่อให้คุณนอนหลับไปแล้วคุณ ก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี
นั่นแหละที่ทำให้เราหมดไฟ หรือเหนื่อยล้าถึงขีดสุด
ใช่ค่ะเพราะหลายครั้งภาวะ หมดไฟก็มาจากความพยายามภา
ยในที่เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง และเมื่อคุณค่อยๆ แก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้
นั่นแหละที่แม่น้ำเริ่มไหล...
ดูนะฉันมักจะใช้ภาพเปร ียบเทียบกับแม่น้ำเสมอ
แม่น้ำที่มันติดขัดมีเศษไม้ร่วงห ล่นลงไปจนอุดตันแล้วเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อคุณเอาไม้พวกนั้นออก แม่น้ำก็ไหลไปเอง ถ้าคุณปลดเปลื้องอุปสรรคภายในของตัวเอง
ชีวิตก็จะไหลไปตามธรรมชาติและ ยังพาคุณไปยังจุดที่คุณควรจะไป
ประเด็นก็คืออุปสรรคเหล่านั้ นคือสิ่งที่อัตตาของฉันต้องก
าร ไม่รู้สิ ทั้งความขุ่นเคืองใจ ทั้งหมดนี้แหละที่ขัดขวางความลื่นไหล
มันก็คือการทำความสะอาดนั่นเอง
-คือการชำระ -พอล้างแล้วทุกอย่างก็ลื่น
สำหรับคุณแล้วอะไรคือสามตัวข ัดขวางที่ทรงพลังที่สุดที่คุณ
เห็นอยู่ทุกวัน—สิ่งที่คอยขวางกั้นไม่ให้แม่ น้ำในชีวิตของผู้คนไหลลื่นไปตามธรรมชาติอย่า
งที่ควรจะเป็นคะ?
อย่างแรกเลยคือความกลัวแบบเรื้อรังค่ะเพร าะการที่คุณจะกลัวตอนเริ่มทำธุรกิจน่ะเป็
นเรื่องปกติ แต่บางคนเขากลัวไปหมดทุกอย่าง อีกอย่างคือความขุ่นเคืองใจ
ซึ่งนั่นน่ะแย่ที่สุดเลยเพราะ มันส่งผลกระทบต่อสุขภาพด้วยค่ะ
โกรธคนอื่น หรือโกรธสถานการณ์ตัวเองคะ?
ทั้งกับสถานการณ์และโชคชะตาค่ะ ความขุ่นเคืองนั้นมีหลายรูปแบบ
และแน่นอนว่าความกลัวเหล่าน ั้นมักจบลงที่ความวิตกกังวล
เพราะเรามักอยากให้ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับสิ ่งภายนอกเสมอ แต่ถ้าเรามีความไม่มั่นคงภายใน
เราก็จะไม่มีวันรู้สึกสงบสุขได้เลยดังน ั้นการทำงานกับจิตใจจึงเป็นสิ่งที่หลีกเ
ลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ มันคืองานที่งดงามและศักดิ์สิทธิ์ที่คุณต้อง
ทำ และมันคืองานจริงๆ ค่ะ รู้ไหมว่ามันดีแค่ไหน?
ฉันเป็นคนที่หลงรักในอาชีพของตั วเอง จะให้พูดอย่างไรดีล่ะ?
เมื่อคุณค่อยๆเข้าใจว่า ทุกอย่างดำเนินไปอย่างไร
คุณก็จะเริ่มหลงรักในกระบวนการนั้นกระบ วนการที่จิตใจเชื่อมโยงกับชีวิตและอารมณ
์มันเป็นกระบวนการที่ง ดงามและกลมกลืนจนคุณจะห
ลงรักในชีวิตที่คุณได้ค้นพบ และคุณก็จะอยากได้มันมากขึ้น มากขึ้น
มากขึ้นแต่มันไม่ใช่ความอ ยากที่เต็มไปด้วยความวิตกก
ังวลนะคะ มันคือความรู้สึกว่า "ดีจัง!
ฉันเข้าใจเรื่องนี้แล้วฉั นทำสิ่งนี้เพราะเหตุผลนี้"
ลองสังเกตดูสิคะตอนนี้ฉันรู ้แล้วว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น
และฉันก็ไม่จำเป็นต้องทำมันอีกต่อไปดังน ั้นมันจึงเหมือนกับการก้าวเดินไปข้างหน้
าอีกก้าว ก้าวต่อไปอีกก้าว และอีกก้าวหนึ่ง โดยเพลิดเพลินไปกับทุกย่างก้าว
เพราะฉันไม่คิดว่ามันจะสิ้นสุดลงหรอกค่ะ ฉันมักจะพูดเสมอว่า "ใจเย็นๆ กันนะทุกคน
เพราะเรื่องนี้มันไม่มีวันจบ"มันไ ม่มีจุดหมายปลายทางสุดท้ายหรอกค่ะ
เพราะหลังจากก้าวนี้ไป ก็จะมีก้าวต่อๆไปตามมาอีก
ดังนั้นเรามาสนุกกับการก ้าวไปทีละก้าวกันเถอะค่ะ
ใช่ค่ะทุกวันก็มีผู้ฟังเข ียนเข้ามาหาพอดแคสต์ของเร
าพวกเขาแชร์ให้ฟังว่าม ันยากแค่ไหนที่จะค้นพบว
่าตัวเองอยากทำอะไรหรือการได้เจ อจุดมุ่งหมายในชีวิตของตัวเองจร
ิงๆมันเป็นเรื่องที่ยาก ลำบากมากสำหรับพวกเขาค่ะ
อ๋อ นั่นเป็นคำถามยอดฮิตที่สุดในยุคนี้เลย
นั่นสิคะ คำถามยอดฮิตเลย แล้วเราจะทำงานกับจิตใต้สำนึกของเราเพื่อค้น
หาเป้าหมายชีวิตนั้นได้อย่างไรคะ?
ก็อย่างที่บอกครับ คือต้องขจัดอุปสรรคออกไป เพราะหลายครั้งที่พรสวรรค์ในตัวคุณไม่ปรากฏ
ก็เพราะมีอุปสรรคบางอย่างซ่อนอยู่ในจิตใต้สำ นึก ดังนั้นถ้าคุณค่อย ๆ
กำจัดอุปสรรคนั้นออกไป คุณก็จะเริ่มค้นพบว่าจริง ๆ
แล้วคุณชอบทำอะไรอะไรคือส ิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตคุณ
และมันจะเป็นไปในทิศทางนั้นเสมอเ ป้าหมายของทุกคนก็คือสิ่งนี้ครับ
จากนั้นมันถึงจะแสดงออก มาในรูปแบบที่ต่างกันไป
เพราะเราแต่ละคนมีธรรมชาติที่ไม่เ หมือนกันบางคนเหมาะกับการกวาดบ้าน
บางคนเหมาะกับการเต้นรำ บางคนถนัดคณิตศาสตร์ บางคนเก่งในการสอน บางคนเก่งด้านกฎหมาย
เมื่อคุณปลดเปลื้องอุปสรรคเหล่านั้นออกไป คุณก็จะเห็นเองว่าสิ่งที่คุณต้องทำคืออะไร
แล้วโดยทั่วไปอุปสรรคเหล่านั้นมาจา กไหนกันคะ?มาจากครอบครัวหรือเปล่า?
แล้วบล็อกใหญ่ที่สุดที่ คุณมักจะพบเจอคืออะไรคะ?
รวมถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษด้วย
บรรพบุรุษเหรอ
เชื่อไหมคะว่าคุณจะเจอเรื่องที่ ฉันบอกไปเมื่อสักครู่บ่อยแค่ไหน
นั่นก็คือความเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษน่ ะค่ะแล้วคุณจะเห็นความคล้ายคลึงกันเลย
อย่างเช่นผู้หญิงบางคนที่ไม่มีลูกปกติแ ล้วสิ่งที่มักจะพบในบรรพบุรุษก็มักเกี่
ยวข้องกับเรื่องลูกนั่นแหละค่ะ เช่น คุณยายคนหนึ่งเคยผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากมา
กกับลูกๆ ของเธอ คนถัดมาก็ไม่มีลูก แล้วคนถัดมาถึงจะมีลูกอีก คือพูดง่ายๆ
ว่าคุณจะเจอเส้นทางเชื่ อมโยงนี้บ่อยมากจริงๆค่ะ
แล้วในเรื่องของเป้าหมายล่ะตัวอย่ างที่มักจะพบในบรรพบุรุษคืออะไรคะ?
อย่างเช่นคนที่ไม่ได้ทำในส ิ่งที่อยากทำ หรือ...
ฉันคิดว่านั่นเป็นพรสวรรค์ส่วนตัวมากกว่าค่ะ เพราะบางครั้งก็มีครอบครัวที่ทุ่มเทให้กับงา
นบางอย่างด้วยใจจริงหลายคร ั้งเป็นรุ่นต่อรุ่นของแพทย์
หรือทนายความ หรืออาชีพอื่นๆ รวมถึงผู้ประกอบการ
หรือคนที่สนุกกับการสร้างบ้านขึ้นมาด้วยตัวเ อง ดังนั้นมันจึงมีพรสวรรค์อยู่
แต่ก็มีบางคนที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย อยู่ดีๆก็อยากเป็นนักเต้น
ทั้งที่ทุกคนในบ้านล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั วจริง แน่นอนว่าเมื่อเราค่อยๆ
ลดข้อจำกัดต่างๆ ออกไป เราก็จะพูดได้ว่า "ก็คงจะเป็นหมอได้ง่ายกว่าถ้าทุกคนในครอบครั
วเป็นหมอ เพราะเราก็ซึมซับมันมาตั้งแต่เด็ก
จริงค่ะแล้วคุณไม่เคยถา มเลยว่ามันดีกับเรายังไง
เพราะเราชอบ สนใจ หรือเป็นสายสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดี
แต่บางครั้งไม่ใช่มันเป็นส ิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
และเราต้องเข้าถึงจุดนั้นให้ ได้นั่นคือเหตุผลที่ฉันบอกว่า
พอคุณเริ่มตัดคำว่า“ฉันทำไม่ได้” หรือ“ฉันต้องทำ”ออกไปสิ่งเล็กๆ
เหล่านี้แหละที่คอยดึงคุณออกจากตัวตนที่แท้จ ริง ทั้งหมดที่คุณทำเพื่อให้คนอื่นยอมรับ
หรือเพื่อให้ดูดี เมื่อคุณค่อยๆ กำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไป
คุณจะเริ่มเห็นว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้คุณหลงใ หล และมันจะอยู่บนเส้นทางนั้นเสมอ
เส้นทางของสิ่งที่คุณหลงใหลสิ่งที่ทำให้คุณร ู้สึกมีความสุขจนอยากร้องออกมาอย่างพึงพอใจ
ถ้าคุณต้องเลือกเพียงสองคำถ ามที่คนเราควรเริ่มถามตัวเอง
โดยเฉพาะคนที่กำลังอยู่ในภาวะติดข ัดเรื่องเป้าหมายหรืออะไรทำนองนั้น
คำถามอะไรบ้างที่พวกเขา ควรตั้งเพื่อจะได้ค้นพบ
หรือเริ่มดึงปมของสถานการณ์นั้นออกมา—
ก็อย่างที่บอกไปอีกครั้งนะคะว่าสิ่งแร กคือต้องเริ่มสังเกตสิ่งที่ยังหลงเหลื
ออยู่ข้างในตัวคุณสิ่งที่มีอ ยู่ในตัวคุณนั่นแหละคือข้อแรก
และการได้เฝ้าดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเอ ง มันทำให้คุณรู้สึกเบาสบาย มีความสุข
และพึงพอใจเพราะร่างกายของค ุณนั่นเองที่จะเป็นตัวบอกว่
าอะไรกำลังไปได้ดีและอะไรที่ไม่ใช่ค่ะคือ จะบอกว่ามันเป็นเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ฟรีๆ
ที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะค่ะ
กลับกาย
แต่ถ้าคุณไม่สนใจคุณก็แทบไม่ร ู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
คือการหันกลับมามองภายในและสัมผัสสิ่งที่กำล ังเกิดขึ้น ฉันพูดเรื่องนี้ซ้ำๆ
เพราะสังคมถูกออกแบบมาให้มองแต ่ออกไปข้างนอกซึ่งมันก็ยากจริงๆ
นั่นสินะ
พอคุณเริ่มหลงรักกระบวนการ ภายในทุกอย่างจะกลับมาสมดุล
คุณจะเดินไปในทางที่ถูกต้องจะมุ่ งเน้นแค่ข้างนอกอย่างเดียวไม่ได้
หรือแค่ข้างในอย่างเดียวก็ไม่ได้เหมือนกัน
แล้วคุณมาร์ลี่มีวิธีรักษาความมุ่งมั่นแบบ นี้เอาไว้ได้อย่างไรคะตลอดหลายปีที่ผ่านมา?
เพราะว่าพวกเราทุกคนมักจะว อกแวกกันอยู่ตลอดเวลาเลย...
แน่นอนสิคะเราต้องรู้จักให้อภั ยตัวเองด้วยนะรู้ไหมว่าบางที...
คนที่เราห้ามให้วอกแวกไม่ได้เลยคือหัวใจของเ รา เพราะถ้ามันเผลอไปงีบหลับเมื่อไหร่
เราก็คงหยุดหายใจไปเลย แต่สมองเราพักได้นะ บางครั้งคนเราก็ต้องอ่านนิตยสารโฮล่าเพื่อผ่
อนคลายบ้างค่ะ
จริงค่ะ เราต้องอ่านรายละเอียดด้วย
แน่นอนครับต้องรู้จักเพลิดเ พลินกับสิ่งธรรมดาหรือสิ่งท
ี่ซับซ้อนก็ได้คือเราต้ องสนุกกับสิ่งที่มีอยู่
เพราะกระบวนการนี้มันก็ มีอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน
คุณจะมัวแต่จมดิ่งอยู่กับความลึกซึ้งจนลืมมอ งไปว่า วันนี้อากาศดีแค่ไหนไม่ได้นะ
และการได้เห็นวันที่สดใสแบบนี้มันสำคัญมากจร ิงๆ คุณจำเป็นต้องได้รับแสงแดด
คุณจำเป็นต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์บ้างเพื่อ ที่จะได้ไม่ลืมการใช้ชีวิตในมุมอื่นๆไปครับ
สรุปคือคุณจะบอกว่าส่วนหนึ่งของ การรักษาโฟกัสให้คงอยู่กับสิ่งท
ี่ตั้งใจไว้คือการเพลิดเพลิ นกับสิ่งที่งอกเงยออกมาจากเป
้าหมายหลักด้วย—คือการได้ออกนอกกรอบบ้าง
แน่นอนครับ แน่นอน ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นเป้าหมายก็จะเริ่มกลายเป
็นภาระไปซะแล้ว รู้ไหมครับ คือถ้าคุณยังคงทำสิ่งที่มันเป็นภาระต่อไปเรื
่อยๆ สุดท้ายคุณก็จะล้มเหลว มันต้องมีความสนุกในสิ่งที่ทำด้วย
เพราะเมื่อคุณทำด้วยความเบาสบายและมีไฟ มันก็จะออกมาดี แล้วก็การหยุดพักเนี่ย
สำคัญมากครับ ยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักการเรียนรู้ก็ยืนยันชัดเจนเลยว่าเราเ
รียนรู้ได้มากกว่าเยอะในช่วงที่หยุดพั กมากกว่าตอนที่คุณเดินหน้าทำไปเรื่อยๆ
โดยไม่หยุดพักเลยครับ
ใช่เลยเหมือนว่าช่วงเวล าแห่งความคิดสร้างสรรค์
หรือไอเดียดี ๆ มันจะผุดขึ้นมาเอง แม้ในตอนที่คุณไม่ได้กำลังคิดถึงเรื่องงานหร
ือสิ่งที่กำลังทำอยู่เลยก็ตาม
จริงเลย เวลาทำงานลองพักสักครู่ ออกไปเดินเล่นหน่อย แล้วค่อยกลับมาทำต่อ
คุณจะซึมซับข้อมูลได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
โอเค ดีเลย
คือการหยุดพักกับความฟุ้งซ่านมันคนละเรื่องก ันนะ การให้ตัวเองได้หยุดพักอย่างมีสติเนี่ย
เราควรจะทำแบบนั้นให้บ ่อยเข้าไว้เลยจริงๆครับ
ลองออกไปเดินเล่นโดยไม่ มีมือถือไม่มีสิ่งรบกวน
และไม่ต้องคอยพะวงว่าต้องทำอะไรต่อบ้าง
ส่วนเรื่องมือถือ ไม่ต้องพูดถึงเลย ก็อย่างที่เห็นกันนั่นแหละ
มันเป็นตัวทำลายสมาธิที่สุดในชีวิตเลยค่ะร ู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มีความสุขที
่สุดเลย
ก็นะ มันก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน เพราะช่วงหลังๆ
มานี้เราจะเห็นได้ว่าทักษะด้านกา รคิดวิเคราะห์ของเรากำลังถดถอยลง
เพราะพอเราทำทุกอย่างผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านปัญญาประดิษฐ์ หรืออะไรก็ตามแต่
สมองส่วนที่เกี่ยวกับการคิดขอ งเราก็เลยไม่ได้ถูกใช้งานมากพอ
และนั่นก็กลายเป็นเรื่องที ่น่ากังวลใจกันมากในตอนนี้
เราอาจกำลังสูญเสียทักษะ ทางความคิดไปเหมือนกันนะ
จริงค่ะ เพราะทุกอย่างอัตโนมัติไปหมดแล้ว เราไม่ได้ลงมือทำเอง
ความละเอียดลออพวกนี้กำลังหายไป ซึ่งก็นะ...
เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ของมนุษยชาติเลยล่ะ
เป็นประเด็นที่ลึกซึ้งเพราะตอนนี้เรายัง ไม่รู้เลยว่าสิ่งเหล่านี้กำลังพาไปทางไหน
พอจะเดาออกอยู่บ้าง
ก็พอจะเดาออกค่ะแต่ฉันรู้สึกว ่าเรากำลังตื่นรู้ถึงทักษะด้าน
อื่นด้วยเหมือนกัน จริงไหมคะ?
อย่างบทสนทนาที่ทำให้คุณเ ชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น
ซึ่งมันช่วยปลุกความสามารถบางอย่า งที่คุณเองก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย
คือธรรมชาติเขามีกฎอยู่ข้อหนึ่งในทางจิตวิทย าที่เรียกว่า “โฮโมสแตซิส”
ซึ่งก็คือการแสวงหาความสมดุลนั่นเองครับตั วชีวิตเองเนี่ยมันพยายามหาความสมดุลอยู่ตล
อดเวลาดังนั้นบางครั้งเรา อาจจะมีช่วงที่อะไรบางอย่
างมันพุ่งสูงขึ้นไปบ้างแต่ผมเชื่อ มั่นมากเลยว่าสุดท้ายแล้วชีวิตมัน…
-มันหาทางออกเจอ -หาทางของมันให้เจอ
ใช่ค่ะ ใช่เลย โดยเฉพาะถ้าพูดถึงเรื่องเงินนะคะ
ฉันรู้ว่ามีหลายคนที่ทำงา นหนักมากลงทุนกับการศึกษา
ทำทุกอย่างตามที่เราเคยคุยกันมาแล้ว แต่จู่ๆ ก็เหมือนจะเจอเข้ากับสิ่งที่เรียกว่าเพดานแก
้วใช่ไหมล่ะคะ?คือเขาบรรลุเป้า หมายหนึ่งแล้วตั้งเป้าหมายถัดไป
แต่กลับไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปได้ กลับมาตกต่ำอีกครั้ง พลาดอีกครั้ง
แล้วก็วนเวียนอยู่แบบนั้น...
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับจิตใต ้สำนึกของเราตรงนั้นกันนะ?
มันยังไม่เข้าใจอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า?
ฉันไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่ องของความรู้สึกสมควรได้รับ
หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ที่คอยขวางไม่ให้เรา ทะลุผ่านกำแพงที่เราเคยฝ่าฟันมาได้หลายครั้ง
แล้วใช่ไหมล่ะคะ?
คือเหมือนกับว่าตอนแรกเรากำลังไปได้สวย แต่จู่ๆ ก็ไม่สามารถผ่านมันไปได้อีกแล้วค่ะ
คือว่าปกติแล้วเวลาที่เรา อยากได้สิ่งหนึ่งอย่างตั้
งใจ แต่กลับทำไม่สำเร็จ นั่นเป็นเพราะมีข้อห้ามบางอย่างอยู่ในจิตใต้
สำนึกของเรา ตัวอย่างเช่น ฉันอยากเดินทาง แต่ในจิตใต้สำนึกของฉันกลับมีความทรงจำเกี่ย
วกับอันตรายของการเดินทางทำให้ก ารเดินทางครั้งนั้นคงจะยากลำบาก
จะเจออุปสรรคมากมาย และฉันก็จะลังเลไปหมด ไม่แน่ใจว่าจะไปถึงหรือเปล่า
การเดินทางครั้งนั้นเลยดูไม่ปลอดภัยเ พราะสุดท้ายแล้วจิตใต้สำนึกก็มักจะชนะ
แต่ถ้าเราเข้าไปสำรวจความทรงจำในจ ิตใต้สำนึกเกี่ยวกับการเดินทางนั้น
แล้วทำงานกับมันในแง่ของการลบล้ างตราบาปที่มันฝังไว้ตรงนั้น...
ฉันรู้สึกว่าจิตใจของเรามันค่อยๆปลดล็ อกกุญแจบางอย่างให้เราทีละนิดใช่ไหมล่ะ
คะ เหมือนกับว่าเราเริ่มจากจุดหนึ่ง เปิดประตูบานแรกออก แล้วเราก็เริ่มเติบโต
ขยายความตระหนักรู้ ได้สิ่งต่างๆ มา แล้วจู่ๆ ก็ต้องมาเปิดประตูอีกบานหนึ่ง
ซึ่งมันก็มีเรื่องใหม่ ที่คุณต้องจัดการต่ออีก
คือเรียกได้ว่าคุณต้องคอยหาทางแก้ไขปัญหาอยู ่ตลอดเวลาเลยจริงๆ ค่ะ
มันก็เหมือนปอกเปลือกหัวหอมไง ใช่ไหม
เป๊ะเลย
ใช่ค่ะมันคือเส้นทางหนึ่ง ค่อยๆแก้ไปแล้วสิ่งต่างๆ
จะทยอยเข้ามาในระดับที่ต่างกัน
มันไม่มีวันจบหรอกค่ะคุณยังค้นพบ เรื่องตัวเองไปเรื่อยๆทั้งปมในใจ
ก็ใช่ค่ะ มีหลายรูปแบบเลย แต่ก็นั่นแหละ ฉันก็ไม่ได้บรรลุรู้แจ้งอะไรขนาดนั้นหรอกนะ
เดี๋ยวๆ ต้องพูดให้ชัดเจนกันก่อนนะจ๊ะเนี่ย
เราทุกคนต่างอยู่บนเส้นทางนี้ บางทีสิ่งหนึ่งอาจยังไม่ปรากฏ
แต่เดี๋ยวสิ่งถัดไปก็จะตามมาเพราะกว ่าที่เราจะหลุดพ้นจากทุกอย่าง—ซึ่งใค
รจะไปรู้ว่าเราจะถึงจุดนั้นไหม—มันจะเ ป็นยังไงนะ?มันจะจบลงสักวันหรือเปล่า?
นั่นแหละฉันถึงบอกว่า จงเพลิดเพลินไปกับก้าวเล็กๆ ในแต่ละวันเถอะ
เพราะนั่นจะช่วยเปิดประตูให้คุณรู ้จักตัวเองมากขึ้น จริงไหมคะ?
แล้วมาร์ลีเมื่อสามสิบปีก่อนล ่ะเธอเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน?
หากคุณสามารถเชื่อมโยงกับมาร์ลีเมื่อยี่สิบห รือสามสิบปีก่อนได้ คุณจะเห็นอะไรบ้าง?
ตอนนี้ฉันอยากชวนคุณมาถกกันว่า คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
ถ้าคุณเชื่อมโยงกับมาร์ลีเมื่อยี่สิบหรือสาม สิบปีก่อนได้จริงๆ คุณจะเห็นอะไรบ้างคะ?
มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือมีเรื ่องไหนที่เมื่อก่อนคุณไม่เข้าใจ
แต่เดี๋ยวนี้กลับเข้าใจได้อ ย่างลึกซึ้งกว่าเดิมบ้างไหม?
โธ่ฉันคงสอนอะไรหลายอย่ างที่ตลอดสามสิบปีนี้มัน
ชัดเจนขึ้นมาก แต่ตอนนั้นฉันกลับมองไม่เห็น เหมือนที่ตอนนี้ฉันก็ยังมองไม่เห็นบางอย่าง
ซึ่งวันหน้าฉันอาจจะเห็นก็ได้ จริงไหม?
ใช่ค่ะแล้วถ้ามีสิ่งหนึ่ง ที่คุณอยากจะบอกมาร์ลีคนน
ั้นคุณจะบอกอะไรเธอจากสิ่ง ที่คุณได้ค้นพบในวันนี้คะ?
ชีวิตคอยปกป้องเราค่ะชีว ิตนั่นแหละที่คุ้มครองเรา
หมายความว่าชีวิตเป็นคนนำทาง เป็นคนพาเราไป หลายครั้งเรามักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใ
จแต่แท้จริงแล้วชีวิตไ ด้ตัดสินใจแทนเราไว้ตั้
งนานแล้วค่ะเรื่องนี้ฉันเชื่อมั่นอย่า งหมดหัวใจเลยจริงๆว่ามันเป็นแบบนั้นค่ะ
แล้วถ้าอย่างนั้นตอนนี้คุณเหลืออะไรที่ต้องท ำที่นี่บ้างล่ะคะ?แล้วหน้าที่ของคุณคืออะไร?
แค่ปล่อยให้ไหลไป นั่นยังน้อยไปเหรอ
ฉันว่าเรื่องนี้มันหนักหนาเอาการเลยนะเนี่ย
พร้อมรอยแผลจากอีโก้ที ่คอยทิ่มแทงอยู่เรื่อยๆ
เรื่องปล่อยวางการควบคุมนี่จริง
ใช่ค่ะเพราะก่อนอื่นคุณต ้องสร้างอัตตาขึ้นมาก่อน
คุณใช้ชีวิตอยู่ที่นี่โดยไม่มีตัวตนไม่ได้หร อก แต่พอมีแล้วคุณก็ต้องค่อย ๆ ปล่อยวาง
และวางใจว่าชีวิตจะพาคุณไปในที่ที่ควรไ ปนั่นแหละคือทางออกเดียวสำหรับความกลัว
ไม่มีทางอื่นเลยคือการค้นพ บว่าชีวิตคือมิตรแท้ของคุณ
และจิตใต้สำนึกก็เป็นมิตรกับคุณเช่นกันหล ายคนพูดถึงจิตใต้สำนึกราวกับว่ามันเป็นเรื
่องลึกลับประหลาดหรือน่ากลัว ไม่เลยมันคือมิตรของคุณ
หน้าที่ของมันคือคอยอยู่เคียงข้า งคุณในระหว่างที่คุณมีร่างกายนี้
และนำพาคุณไปสู่สิ่งที่คุณต้องทำ
คุณเชื่อเรื่องความเชื่อมโยงกับต ัวตนคู่ขนานในระดับควอนตัมไหมคะ?
คือว่าฉันได้ลองศึกษาแนวคิดนี้มาบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วมีนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ
ฌอง-ปิแอร์ การ์นิเยร์ เขาบอกว่าเราทุกคนล้วนมีตัวตนคู่ขนานที่ใช้ช
ีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่เรามองไม่เห็นและต ัวตนนี้สามารถสำรวจอนาคตที่เป็นไปได้ต่า
งๆ พร้อมกับส่งข้อมูลกลับมาหาเราได้ด้วย คุณคิดว่าเรื่องแบบนี้มันมีอยู่จริงหรือเปล่
าคะ?
ฟังนะฉันเชื่อว่าคุณมีจิ ตวิญญาณส่วนบุคคลที่เชื่อ
มโยงกับแหล่งกำเนิดกับต้นกำ เนิดของสรรพสิ่งอย่างสมบูรณ์
และนั่นแหละคือเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวคุณ เอง แล้วถ้าคุณมีจิตใจแบบนั้น
มีภาพลักษณ์ของตัวเองในเวอร์ชันที่สมบูรณ์ที ่สุด มันย่อมช่วยคุณได้แน่นอน
เพราะมันเปรียบเสมือนครูภายในตัวคุณครูภ ายในของคุณก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวคุณเ
องนั่นแหละมันคือจิตวิ ญญาณของคุณที่มีหน้าที่
มีคุณสมบัติและมีพรสวรรค์ เฉพาะตัวที่ต่างจากคนอื่น
มันเป็นแนวคิดที่ว่าเราทุกคนมาจากจานสีเดียว กัน แต่บางคนมีสีเขียวมากกว่า
บางคนมีสีน้ำเงินมากกว่า หรือบางคนมีสีแดงมากกว่า
และนั่นทำให้เราแต่ละคนแตกต่างกันด้วยเ หตุนี้ทุกด้านของชีวิตจึงสามารถเติมเต็
มและเต็มไปด้วยผู้คนได้ลองนึ กดูสิถ้าเราทุกคนเหมือนกันหมด
มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ เป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้น องค์ประกอบที่ลงตัวเฉพาะตัวของคุณ
ซึ่งก็คือเวอร์ชันที่ดีที่สุดของคุณมันก ็เปรียบเสมือนแบบอย่างของคุณเองนั่นแหละ
แล้วเราสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาใน จิตสำนึกของเราเองหรือเปล่าคะ?
คือตอนนี้ถ้าฉันหลับตาแล้ว จินตนาการถึงมารีอันคนที่มี
ทุกอย่างที่เธอปรารถนา—นั่นคื อสิ่งที่เรากำลังพูดถึงใช่ไหม?
ไม่ใช่มาเรียนที่มีทุกส ิ่งที่เธอปรารถนาหรอกนะ
แต่มันคือมาเรียนที่เป็นตัวของตั วเองจริงๆคนที่ไม่ต้องการอะไรเลย
นั่นแหละคือแบบอย่างของเธอส่วนสิ่ง ที่เธอปรารถนาอยู่นั้นเป็นเพียงอัตต
าของมาเรียนเท่านั้นแต่ตัวตนอ ีกคนคือคนที่เป็นตัวของตัวเอง
คนที่มีทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรอีก
เพราะทุกสิ่งมีอยู่ตรงนั้นแล้วทุกสิ่ งที่เธอต้องการสำหรับภารกิจที่เธอเกิด
มาเพื่อทำในชีวิตนี้ล้ว นอยู่ในตัวมาเรียนคนนั้น
ไม่จำเป็นต้องเป็นมาเร ียนที่มีความปรารถนาเลย
แล้วฉันจะเชื่อมต่อกับเธอได้อย่างไร?
ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเธอเป็นใคร?
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเธอรู้สึกอย่างไรบ้าง?
การ์นิเยร์ มาเลต พูดถึงช่วงเวลาของการกักตัวที่คุณเดินไปมาใน
ยามค่ำคืนแล้วขอคำแนะนำจากมันซึ่งก็ค ือจิตใต้สำนึกและสัญชาตญาณของคุณนั่น
เอง ฟังนะ ฉันบอกได้เลยว่าแม้จิตใต้สำนึกจะตอบสนองรวดเ
ร็วเพียงใด แต่มันก็คอยประมวลผลอยู่เสมอ เพราะหลายครั้งที่ฉันเข้านอนพร้อมกับปัญหาขอ
งคนไข้ค้างคาอยู่ในหัวพอเช ้ามาฉันก็ตื่นพร้อมกับคำตอบ
นั่นหมายความว่าในตอนกลางคืนจิตใต้สำนึก ได้ประมวลผลและมอบผลลัพธ์นั้นให้ฉันแล้ว
ฝันเหรอ?เขาบอกอะไรไหม?ไม่นะ แค่...
ไม่จำเป็นต้องเป็นความฝันหรอกครับเกมแห ่งความใส่ใจหรือวิธีการที่ผมสร้างขึ้นม
านั้นบอกได้เลยว่าครึ่งห นึ่งเกิดจากสิ่งที่ผุดขึ้
นมาในหัวตอนเช้าผมตื่นมาพร้อม กับความคิดหนึ่งซึ่งเป็นการต่อ
ยอดจากสิ่งที่กำลังทำอยู่เหมือนกับ ว่ามันถูกดลใจให้เกิดขึ้นในแบบหนึ่
งและเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นก ับเราในชีวิตบ่อยครั้งเลยล่ะ
ถ้าจะสรุปเกมแห่งความใส่ใจ นี้ให้เหลือเพียงสิ่งเดียว
ก็คือการเชื่อมโยงกับปัญญาญาณนั้นเอง
ลองเชื่อมโยงกับร่างกายของคุณดูสิเพราะ ร่างกายนั้นมีภูมิปัญญาทั้งหมดอยู่ในตั
ว มันคอยสอนและนำทางคุณไปเรื่อยๆ การใช้ชีวิตอยู่กับร่างกายของตัวเองนั้นเป็น
ศิลปะ เป็นการมีสติอยู่กับปัจจุบัน และมันก็คอยสอนคุณ
เพราะใจของเราหลายครั้งมักจะสับสน แม้จะฉลาดเพียงใด ก็ยังสับสนได้
สับสนเพราะความอยากของอัตตาเพราะ เรามีความอยากเหล่านั้นอยู่มากมาย
แล้วคุณรู้ไหมว่าอัตตามาจากไหน?
ในมุมมองของฉันนะ—แน่นอนว่าฉันกำลังพูดในฐ านะตัวเอง—เราเกิดมาโดยไร้ซึ่งการปกป้องเลย
เพราะทารกถ้าไม่มีใครดูแล ก็ตายได้จริงๆ ไม่มีทางเลือก ไม่มีอะไรเลย
ต้องพึ่งพาคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ความรู้สึกไม่มั่นคงแบบนั้นจึงติดตัวเรามาตล
อดเพราะนี่คือชีวิตที่เ ราเติบโตขึ้นมาในโลกที่
ไม่รู้จัก ท่ามกลางแสงไฟ และสิ่งต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เราจึงสร้างบุคลิกภาพขึ้นมาตลอดชีวิตที่ต้อง รู้คำตอบ ต้องคอยจัดการ ต้องคอยแก้ปัญหา
นั่นก็คือสิ่งตรงข้ามกับความไร้การปกป้องนั่ นเอง และนั่นแหละคืออัตตา
แต่แน่นอนว่าเราไม่สามารถตอบคำถามทุกอย่างได ้ เราไม่สามารถแก้ปัญหาทุกเรื่องได้
หลายครั้งเราก็ทำผิดพล าดซึ่งก็ไม่เป็นไรหรอก
แต่ความรู้สึกว่าตัวเองทรงพลังเห นือทุกสิ่งที่อัตตาพยายามจะมีนั้น
มันเป็นแค่ปฏิกิริยาที่ตรงข้ามกับความไร้ การปกป้องที่เราเข้ามาในโลกนี้ตั้งแต่แรก
เพราะมันคือโลกที่เราไม่รู้จัก ตอนที่คุณยังอยู่ในท้องแม่ คุณอบอุ่นสบาย
ไม่มีอะไรมาทำให้รู้สึกกังวล ทุกอย่างไหลเข้ามาเอง ลองคิดดูสิ
ทุกอย่างไหลเข้ามาเองที่นั่น แล้วจู่ๆ คุณก็พบกับโลกที่มีแสงไฟ มีเสียงดัง
มีอะไรบางอย่างที่สัมผั สได้มีความรู้สึกทางกาย
ทุกอย่างที่เมื่อก่อนคุณไม่เคยม ีมาก่อนนั่นเป็นโลกที่น่ากลัวมาก
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความอบอุ่นจากแม่ถึ งสำคัญต่อทารกมาก เพราะพอคลอดออกมา
เขาก็ยังได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของแม่อยู่ดี ทุกวันนี้โรงพยาบาลหลายแห่งวางทารกไว้บนหน้า
อกแม่ทันทีหลังคลอดเพราะนั่นคือ การให้เขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
อยู่ภายในเท่าที่จะเป็นไป ได้ขณะที่บางคนถูกแยกออกไป
นั่นจึงเป็นการขาดความต่ อเนื่องที่รุนแรงมากจริงๆ
ถ้าอย่างนั้นในแง่นี้เราก็คงใช้ชีว ิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีอีโก้ใช่ไหมคะ?
ไม่เลย แน่นอนว่าไม่ใช่ คือตัวอัตตาน่ะมันเป็นสิ่งที่ดีมากนะ
และยิ่งมันรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นเ พียงแต่ว่ามันต้องคอยทำหน้าที่รับใช้จิตวิญ
ญาณ—รับใช้มาริอันในเวอร ์ชันที่ดีที่สุดของเธอเอง
ต้องคอยรับใช้จิตวิญญาณ
ใช่ค่ะ เขาไม่ใช่กัปตัน แต่เป็นลูกเรือ และลูกเรือก็มีความสำคัญมาก
แต่ถ้าเขาอยากจะสั่งการอยู่ตลอด เวลาคุณก็กำลังเดินมาผิดทางแล้ว
เพราะนั่นจะทำให้คุณติดอยู่ที่ระดับของอัตตา ตลอดเวลา ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกค่ะ
แต่มันไม่ได้นำพาคุณไปสู่การตระหนั กรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเอง
หรือสิ่งที่เติมเต็มหัวใจให้เ ปี่ยมด้วยความสุขอย่างแท้จริง
เพราะบ่อยครั้งเป้าหมายเหล่านั้นกลับเ ป็นเพียงเรื่องทางโลกที่แม้จะทำสำเร็จ
ความพึงพอใจก็อยู่ได้แค่สองหรือสามวันเท่านั ้น แต่ถ้าหากทำไม่สำเร็จ
ความผิดหวังนั้นอาจเกาะกิน ใจคุณไปนานเป็นปีเลยล่ะค่ะ
จริงค่ะ จริงที่สุดเลย แล้วถ้าจะให้พูดถึงวิธีที่ดูจะเป็นรูปธรรมแล
ะทรงพลังที่สุดในการเชื่อม โยงกับตัวตนในระดับควอนตัม
หรือการเข้าถึงตัวตนในเวอร์ชันท ี่แท้จริงของพวกเราแต่ละคนเนี่ย
คุณคิดว่าเราควรจะมีวิธีการอย่างไรบ้างคะที่ จะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ชัดเจนที่สุดในชีวิตของเราคะ?
บอกเลยนะว่า การสังเกตตัวเอง มองหาสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขในการใช้ชีวิต
เพราะบางครั้งมันเป็นเรื่องง ่ายๆที่สังคมอาจไม่ค่อยให้ค่า
แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเบิกบานใจ ได้จริงแม้บางครั้งอาจไม่ใช่ทุกอย่าง
แต่บ่อยครั้งก็ใช่เกือบทุกคร ั้งมักมีอะไรที่เรียบง่ายมาก
แต่กลับมอบความสุขให้คุณได้อย่างล้นห ลามและนั่นแหละคือหัวใจของการใช้ชีวิต
คือการเดินผ่านชีวิตตรงนี้ไปด้วยความสุขแล ะด้วยความปรารถนาที่จะมีชีวิตให้มากขึ้นไป
อีกอย่างเต็มเปี่ยม
คุณกำลังจะบอกว่าเส้นทางนี้ต้องอ าศัยความสุขเป็นตัวนำทางใช่ไหมคะ?
ใช่ค่ะแต่มันขึ้นอยู่กับว ่าเรากำลังพูดถึงความสุขแ
บบไหนความสุขที่เกิดขึ้น เองกับความอิ่มเอมใจนั้นม
ันคนละเรื่องกัน คุณเข้าใจไหมคะ?
มันเป็นความรู้สึกอิ่มเอมใจส่วนอี กอย่างคือการแสวงหาความเพลิดเพลิน
เพราะเราทุ่มเทพลังไปมากกับการตามหา ความสุขและคอยหลีกหนีจากความเจ็บปวด
บางครั้งความเจ็บปวดก็สอนเราและบาง ครั้งความเพลิดเพลินก็ทำร้ายเราได้
แต่ความอิ่มเอมใจไม่เคยทำร้ายใครเพ ราะมันเกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติค่ะ
มันเป็นความสุขที่แท้จริงเลยใช่ไหมล่ะ
-หือไร -ความสุขแท้ไม่ต้องพึ่งสิ่งเร้า
มันเป็นความสุขที่เอ่อล้นจาก ตัวคุณเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
คุณรู้สึกดีโดยไม่รู้ว่าเพราะ อะไรนั่นแหละความสุขที่แท้จริง
ส่วนเรื่องถูกลอตเตอรีแล้วดีใจ นั่นก็ยอดเยี่ยม จงสนุกกับมัน
แต่มันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว พอใช้เงินหมดความสุขนั้นก็หายไป
ซึ่งก็ดีไม่ได้มีปัญหาอะไรแ ต่คุณเข้าใจความแตกต่างไหม?
นั่นสิคะ
มันต่างกันมากนะ เราได้สิ่งที่ต้องการก็ดีใจ แต่เป้าหมายใหม่ก็ตามมาเรื่อยๆ
ไม่จบสิ้นหรอก ส่วนความอิ่มเอมใจน่ะ ไม่รู้หรอกว่ามายังไง แค่อยู่ตรงนั้นแหละ
จงดื่มด่ำกับมันเถอะ
ฉันเองก็ชอบทำความเข้าใจเรื่องนี้เหมือนกันค ่ะ คือฉันมีลูกชายวัยสองขวบ และคิดว่าเด็กๆ
นี่แหละคือครูที่ดีที่สุดที่คอยสอน ให้เรารู้จักกับความสุขที่แท้จริงใ
นชีวิต การอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ ใช่ไหมล่ะคะ?
และเพราะเขานี่แหละฉันเลย ได้เข้าไปอยู่ในโลกของเขา
แล้วปล่อยใจให้ไหลไปกับความเพลิ ดเพลินเหล่านั้นอย่างเต็มที่ค่ะ
-อยู่กับปัจจุบัน -ใช่เลย
รู้ไหมเด็กๆ เขารู้สึกถึงตัวตนข้างใน พอเราเอากระจกให้ดู แม่บอกว่า
“นั่นน่ะหนูนะ”เด็กก็งงว่า“เอ๊ะทำไมถึงเป็นน ั่นล่ะ?นี่ฉันต่างหาก” ลองคิดดูสิ
นั่นสินะครับ
มันคือการกลับมาสู่ตัวตนของคุณในฐานะมนุษย์ค นหนึ่ง แล้วตรงนั้นเองที่คุณจะค่อยๆ
เข้าใกล้ตัวตนเชิงควอนต ัมเข้าใกล้ตัวตนแบบนั้น
เมื่อคุณอยู่กับตัวเองได้ดีและรู้ สึกถึงธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเอง
สิ่งที่มันเรียกร้องจร ิงๆไม่ใช่เพื่อเอาใจใคร
แต่เพราะมันกำลังบอกให้คุณทำมั นกำลังหล่อเลี้ยงคุณจากสิ่งนั้น
ฟังดูยากนะเพราะหัวเราเ ต็มไปด้วยเป้าหมายมากมาย
มีอะไรต้องไปให้ถึง ต้องไปให้ได้ ต้องวิ่งวุ่นไปมาไม่หยุดหย่อน
สรุปแล้วก็แบบนั้นแหละครับ
มาร์ลี่คะ ถ้าสะดวก เรามาเริ่มทำแบบฝึกหัดกันเลยไหม
งั้นคุณหมายถึงการใช้ชามร้องเพลงสินะคะ
ใช่ค่ะ ด้วยชามนั่นแหละ ช่วยอธิบายให้เราฟังหน่อยว่าทำไง
เอาล่ะฉันอยากจะชวนทุกคนท ี่กำลังรับชมเราอยู่ตอนนี
้ ให้ลองหลับตาสักครู่หนึ่ง แล้วลองสัมผัสลงไปในร่างกายของคุณดูว่า
มีจุดไหนบ้างที่มักจะคอยรบกวนคุณอยู่เสมอเ ป็นจุดที่สร้างความรำคาญใจหรือเป็นจุดที่มั
กจะแสดงอาการออกมาให้คุณรู้สึกได้บ่อยครั้ง และลองทำความเข้าใจดูว่าจุดนั้นมันเกี่ยวข้อ
งกับอะไรกันแน่มันเชื่อมโยงกั บความรู้สึกนึกคิดแบบไหนในใจข
องคุณตอนนี้เราคงจะยังไม ่ไปถึงขั้นทำจิตบำบัดหรอก
นะเพราะโดยปกติแล้วชีวิ ตของแต่ละคนก็เต็มไปด้ว
ยเรื่องราวและเหตุการณ ์มากมายที่แตกต่างกันไป
แต่ละคนมีโลกส่วนตัวและมี ประสบการณ์ชีวิตที่ซับซ้อน
แต่เราสามารถเริ่มจากการบอกออกมาสักหน่อยเถอ ะว่า เช่น ความเหงาที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่
หรือความรู้สึกโกรธเคืองห รือความผิดหวังที่ค้างคาใจ
อะไรก็ได้ที่เป็นเหมือน “อบายมุขทางอารมณ์”ของคุณสักหน่อย
เราทุกคนล้วนมีอบายมุขทางอารมณ ์ที่วนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นมันเป็น รูปแบบอารมณ์ที่คอยวนเวียนกลับมาหาเร
าเสมอดังนั้นลองระบุตำ แหน่งมันในร่างกายดูสิ
ลองดูว่ารูปแบบอารมณ์นั้นมันไปปรากฏอยู่ที่ต รงไหนของร่างกายคุณ และตอนนี้
สิ่งที่คุณกำลังรู้สึกอยู่ตรงนั้นใน บริเวณเฉพาะเจาะจงของร่างกายคุณนั้น
ลองให้มันมีรูปร่างขึ้นมาดูสิ หมายถึงว่าถ้ามันมีรูปร่างขึ้นมาจริงๆ
มันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ?
ปล่อยให้จินตนาการของคุณสร ้างสัญลักษณ์นั้นขึ้นมาเอง
ปล่อยให้มันผุดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของคุณเ ป็นตัวแทนของความรู้สึกที่ไม่สอดคล้องกับตั
วตนที่แท้จริงของคุณไม่ใช ่สิ่งที่คุณเป็นอยู่จริงๆ
อะไรก็ได้ทั้งนั้นเพียงแค่ตั้ง ใจโฟกัสไปที่สัญลักษณ์ที่คุณเพิ
่งสร้างขึ้นมานั้น ในบริเวณนั้นของร่างกายคุณ และตอนนี้
ให้เสียงที่ฉันจะเปิดให้ฟังนี้ลงไปกร ะทบกับสัญลักษณ์ที่คุณเพิ่งสร้างขึ้นม
าโดยตรง คุณไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง หรือทำอะไรทั้งสิ้น
เพียงแค่ปล่อยให้เสียงนั้นส่งผลต่อสัญลักษณ์ นั้น และปล่อยให้มันทำในสิ่งที่มันควรจะทำ
ปล่อยให้ภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไปเองให้สิ ่งที่ต้องเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นด้วยตัวมั
นเอง โดยไม่มีการแทรกแซงจากคุณ เพียงแค่ปล่อยให้เสียงนั้นส่งผลกระทบต่อส่วน
นั้นของร่างกายคุณต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไป จนกว่ามันจะค่อยๆ
ละลายหายไปจนกว่ามันจะเลือน หายไปจากจุดนั้นอย่างสิ้นเช
ิง และเมื่อถึงตอนนั้น ให้สิ่งที่แท้จริงเป็นของคุณเองได้ผุดขึ้นมา
จากภายในตัวคุณ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เรียนรู้มา ไม่ได้เลียนแบบใครมา
และไม่ได้ถูกส่งต่อมาจากใครแต่เป็นส ิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวตนที่แท้จริงข
องคุณเป็นสิ่งที่สะท้อนถ ึงแก่นแท้ของคุณอย่างแท้จ
ริงแล้วให้มันเข้ามาเติ มเต็มพื้นที่นั้นในร่างก
ายของคุณอีกครั้งหนึ่งอีกค รั้งหนึ่งที่ฉันอยากย้ำว่า
อย่าไปแทรกแซงปล่อยให้มันเกิ ดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตัวม
ันเอง ขอให้สิ่งใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกที่สุดของตัวคุณ
บางอย่างที่เป็นของคุณจริงๆบา งอย่างที่เป็นของคุณโดยแท้จริง
ได้เข้ามาเติมเต็มพื้นที่นั้นในร่างกายของคุ ณ ให้เซลล์บริเวณนั้นได้ซึมซับสิ่งที่เข้ามา
อาจจะเป็นภาพ อาจจะเป็นสี อาจจะเป็นวลี คำพูด หรืออะไรก็ได้ที่เป็นนามธรรม
สิ่งที่เข้ามานั้นเพราะสิ่งที่ เข้ามาคือสิ่งที่เป็นของคุณจริง
ๆ เป็นสิ่งที่คุณสมควรได้รับ เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับคุณ
และมาพร้อมกับตัวคุณแล ะเมื่อคุณได้รับมันแล้ว
ก็ให้เซลล์บริเวณนั้นของร่างกายคุณซึมซับสิ่ งใหม่นั้นเอาไว้ เหมือนกับฟองน้ำที่ค่อยๆ
ดูดซับสิ่งใหม่เข้าไปให้มันซึมซา บลึกเข้าไปในบริเวณนั้นของร่างกา
ย ให้มันฝังแน่นและรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เซลล์ที่ชุ่มชื้นไปด้วยสิ่งนั้น
ซึ่งก็คือสิ่งที่เป็นของคุณนั่นแหละ จริงๆ แล้วคุณรู้จักมันดีและเคยสัมผัสมาแล้วก่อนหน
้านี้ เพราะมันเป็นของคุณเอง มันเป็นเพียงแค่การกลับไปที่นั่น
ระลึกให้ได้ว่านั่นแหละค ือตัวตนที่แท้จริงของคุณ
เมื่อคุณรู้สึกว่าสิ่งใหม่นั้ นได้ฝังลึกเข้าไปในตัวคุณแล้ว
และร่างกายของคุณได้จดจำความรู้สึกนั้นเอาไว ้แล้ว ก็อย่าลืมสิ่งที่มาจากภายในตัวคุณด้วย
เพื่อที่จะได้กลับมาเชื่อมต่อกับสิ่ งที่เป็นของคุณอย่างแท้จริงอีกครั้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อคุ ณรู้สึกว่ามันฝังแน่นดีแล้ว
นั่นแหละคือเวลาที่คุณค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาได้และเมื่อคุณลืมตาขึ้นมาแล้ว
ขอให้คุณรักษาความรู้สึกนี้เอาไว้ให้มั นเป็นดั่งเข็มทิศนำทางในชีวิตประจำวันข
องคุณให้คุณได้ระลึกถึงต ัวตนที่แท้จริงนี้อยู่เสม
อ ไม่ว่าคุณจะเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ตาม ให้คุณได้กลับมาสัมผัสถึงความรู้สึกที่เป็นข
องคุณอย่างแท้จริงนี้ได ้ทุกเมื่อที่คุณต้องการ
เพียงแค่คุณหยุดพักและกลับมา สำรวจภายในตัวคุณเองอีกครั้ง
คุณจะพบว่าสิ่งนี้ยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอเป ็นพลังงานที่บริสุทธิ์และเป็นของคุณโดยสมบ
ูรณ์ขอให้คุณใช้เวลาสักค รู่ในการปรับตัวให้เข้าก
ับสภาพแวดล้อมรอบข้างอีกครั้งก่อนที่ จะก้าวออกไปใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกให
ม่ที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในตนเองอย่างลึก ซึ้ง และเมื่อคุณพร้อมแล้ว ก็ค่อยๆ
ขยับร่างกายเบาๆรับรู้ถึงการม ีอยู่ของตัวคุณในปัจจุบันขณะนี
้อย่างเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะเริ ่มต้นช่วงเวลาต่อไปด้วยความรู้
สึกที่มั่นคงและเป็นตั วของตัวเองอย่างแท้จริง
การเดินทางภายในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้ นของการที่คุณจะได้กลับมาทำความรู้จักกับตัว
ตนที่แท้จริงของคุณอีกครั้งและคุณสา มารถกลับมาทำแบบนี้ได้เสมอเมื่อคุณร
ู้สึกว่าตัวเองหลงลืมไปว่าคุณคือใครขอให ้คุณมีความสุขกับการได้เป็นตัวของตัวเอง
อย่างแท้จริงในทุกๆ วันนับจากนี้ไป และจงจำไว้ว่าความรู้สึกนี้คือสมบัติล้ำค่าท
ี่ติดตัวคุณไปตลอดกาลไม่ว่ าโลกภายนอกจะวุ่นวายเพียงใด
คุณก็ยังมีพื้นที่ภายในที่สงบ และเป็นของคุณอย่างแท้จริงเสมอ
ขอให้คุณรักษาความรู้สึกนี้ไว้ให้ดีและใ ห้มันเป็นพลังในการดำเนินชีวิตของคุณต่อ
ไปอย่างมั่นคงและงดงามที ่สุดเท่าที่คุณจะเป็นได้
เพราะคุณคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นมาอย่า งมีคุณค่าและมีความหมายอย่างยิ่งในโลกใบนี้
และการที่คุณได้กลับมาเชื่อมต่อก ับตัวตนที่แท้จริงของคุณในวันนี้
คือของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณมอบให้กับตัวเอง ขอให้คุณใช้ชีวิตด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่
คุณเป็นและจงเชื่อมั่นในพ ลังที่ซ่อนอยู่ภายในตัวคุณ
เสมอเพราะสิ่งนั้นคือควา มจริงที่ไม่มีใครพรากไปจ
ากคุณได้เลย และเมื่อคุณพร้อมแล้วจริงๆ ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
พร้อมกับความรู้สึกที่สดชื่นและเต็มเปี่ยมไป ด้วยพลังชีวิตใหม่ที่พร้อมจะเริ่มต้นขึ้นในท
ุกๆวินาทีที่คุณหายใจเข ้าและหายใจออกอย่างมีสติ
และมีความสุขกับตัวตนที่แท้จร ิงของคุณเองอย่างแท้จริงตลอดไป
การตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้คือการเดินทางที่งดง ามที่สุดที่คุณสามารถมอบให้แก่จิตวิญญาณของต
นเองได้จงให้ความสำคัญกั บความรู้สึกที่แท้จริงนี้
เพราะมันคือเข็มทิศที่จะนำพาคุณไปสู่เส้นทาง ที่ถูกต้องและสอดคล้องกับหัวใจของคุณอย่างแท
้จริง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ขอให้คุณจดจำช่วงเวลานี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใ
จและให้มันเป็นฐานที่ม ั่นคงในการเผชิญหน้ากับ
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตด้วยความ สงบและมั่นใจในตนเองอย่างที่สุด
เพราะคุณคือผู้สร้างสรรค์ ชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง
และคุณมีพลังนั้นอยู่ในตัวเสมอมาและตลอดไปก ารกลับมาเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องย
ากหากคุณเพียงแค่หยุดพั กและฟังเสียงหัวใจของตน
เองให้ชัดเจนขึ้นอีกนิดคุณจะพบว่า คำตอบทั้งหมดที่คุณตามหามาตลอดนั้
นแท้จริงแล้วมันซ่อนอย ู่ในตัวคุณเองนั่นแหละ
จงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและพลัง งานที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัวคุณ
เพราะนั่นคือเข็มทิศที่แม่นยำที่สุดที่จะนำท างคุณไปสู่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนตลอดไ
ปในทุกย่างก้าวของชีวิตที่คุณเลือกเดินด้วยต ัวของคุณเองอย่างภาคภูมิใจและงดงามที่สุดเท่
าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถทำได้ในโลกใบนี้ที ่เต็มไปด้วยโอกาสและความเป็นไปได้มากมายนับไ
ม่ถ้วนที่คุณพร้อมจะสร้าง สรรค์มันขึ้นมาใหม่ในทุกๆ
วันที่คุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวังและพลัง ใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักในตัวตนที่แท้จ
ริงของคุณเองอย่างไม่มีวันเสื่ อมคลายและตลอดไปชั่วนิรันดร์กาล
ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเพรา ะคุณหรือเพราะเสียงจากชามใบนี้
หรือว่าเป็นเพราะทุกอย่างรวม กันแต่มันช่างวิเศษเหลือเกิน
สำหรับตัวฉันเองแล้วมันเหมือนได ้ออกเดินทางครั้งยิ่งใหญ่เลยล่ะ
มันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์เป็น เครื่องมือแห่งการเปลี่ยนแปลง
และความรู้สึกก็จะตามมาด้วย คือถ้าคุณเคย...
โดยปกติแล้วผู้คนจะสัมผัสได้ถึงความสงบ พลังชีวิต ความเบิกบาน หรือความผ่อนคลาย
ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนต้องการ สิ่งไหนแต่ที่สำคัญไปกว่านั้น
มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยแต ่มันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย
เป็นสิ่งที่คุณอาจทำหล่นหายไ ประหว่างทางหรือจำไม่ได้แล้ว
แต่มันก็ยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ
สำหรับฉัน มันให้ความรู้สึกเหมือนว่า…
ก็อาจจะเพราะเรากำลังคุยกันเรื่องควอนต ัมคู่แต่มันเป็นบางอย่างที่อยู่ในตัวฉัน
ฉันคิดถึงมัน ฉันสัมผัสได้จากภายใน และรู้ดีว่ามันอยู่ตรงนั้นจริงๆ
ทั้งในความคิดและในความรู้สึกของฉัน แล้วพอคุณพูดขึ้นมาว่า “รวมมันเข้าไป”
มันก็เหมือนกับการได้มันกลับคืนมา ใช่ไหมคะ?
สุดท้ายรู้สึกไงบ้าง
ก็รู้สึกสงบใจดีนะ สบายใจมากเลยครับ
-ยอด -สงบ
ใช่ค่ะ แน่นอน นั่นแหละคือเทอร์โมมิเตอร์ที่ฉันบอกไปก่อนหน
้านี้ว่า “ฉันกำลังอยู่ในความสงบ แสดงว่ามาถูกทางแล้ว ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวา
แสดงว่ามาถูกทางแล้ว ฉันมีความสุข แสดงว่ามาถูกทางแล้ว”
แบบนี้ยังไงก็ไม่มีพลาดหรอกค่ะ
วิเศษมากค่ะมาร์ลีขอบคุณมากนะค ะสำหรับสิ่งดีๆที่มอบให้พวกเรา
ขอบคุณเช่นกันนะ
ประสบการณ์ครั้งนี้วิเศษมากค่ะ นอกเหนือไปจากคำพูดหรือบทสนทนา
สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้และพลังงานที่ถูกสร้าง ขึ้นมา มันมีความหมายในตัวของมันเองอยู่แล้ว
ซึ่งมันบอกเล่าทุกอย่างได้ดีที่สุดเลยค่ะ
ใช่ เพราะพลังงานนั้นมันไปไกลมาก มันไปไกลเกินกว่าคำพูดจะสื่อถึงได้
เห็นด้วยเลยค่ะ เห็นด้วยจริงๆ ความตั้งใจของมาเรียนคืออยากให้สิ่งนี้ถูกถ่
ายทอดเป็นภาพอยากให้คนที่ได้ รับฟังได้สัมผัสถึงความรู้สึ
กนี้จริงๆไม่ใช่แค่เข้ าใจมันด้วยสมองเท่านั้น
ดีใจมากเลยค่ะ
เห็นด้วยเลยค่ะ และเอาล่ะ สำหรับคุณที่ฟังมาจนถึงช่วงสุดท้ายนี้
ฉันอยากให้เราย้อนกลับไปที่ คำถามแรกที่เราเคยถามกันไว้
นั่นคือสิ่งที่คุณปรารถนาจะบรรลุให้ได้ด้วยต ัวตนทั้งหมดของคุณ ด้วยหัวใจทั้งหมดของคุณ
ซึ่งคุณอาจจะเคยเขียนไว้ด้านล่างแล้ว แต่คราวนี้ฉันอยากจะถามคุณอีกครั้งว่า
แท้จริงแล้วตัวตนของคุณ หัวใจของคุณ หรือตัวตนระดับสูงในตัวคุณ—ที่เป็นแบบควอนตั
ม—กำลังโหยหาอะไรกันแน่ในชีวิ ตนี้หากมีความแตกต่างเกิดขึ้น
หรือคุณพบสิ่งใหม่ๆ ที่ต่างออกไป ก็ฝากไว้ในคอมเมนต์ด้วยนะคะ
ฉันจะรออ่านข้อความของคุณอย่างแน่นอน และมาร์ลี ขอบคุณอีกครั้งสำหรับพื้นที่ดีๆ
ในวันนี้ค่ะ
ขอบใจ
ดีใจที่ได้คุยกับคุณนะคะสำหรับค นที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับมาร์ลี
ติดตามคุณได้ที่ไหนบ้างคะ
ที่สถาบันมาร์ลี กูเนอร์ซ์ เราสอนเกมแห่งการใส่ใจซึ่งเป็นวิธีบำบัด
และหลักสูตรปริญญาโทด้านจิ ตบำบัดแบบทรานส์เพอร์โซนัล
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เร าใช้ในเกมแห่งการใส่ใจค่ะ
วิเศษไปเลยค่ะ ยอดเยี่ยมจริงๆ เลยค่ะ
เราก็เลยทำตรงนั้นกันอยู่ค่ะเพราะเป ้าหมายของเราคือการนำประสบการณ์ที่สั
่งสมมาตลอดหลายปีนี้ถ่ายทอดไ ปสู่คนทั่วไปในชีวิตประจำวัน
เพราะท้ายที่สุดแล้วนั่นแหละคือห ัวใจสำคัญของเรื่องนี้ทั้งหมดค่ะ
นำไปใช้ได้จริงทุกคน
นั่นสิครับผม
เหลืออีกคำถามหนึ่งค่ะมาร์ลี่คำถามที ่ฉันมักจะถามแขกรับเชิญที่มาออกพอดแค
สต์เป็นครั้งแรกเสมอ สำหรับคุณแล้ว การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่คืออะไรคะ?
การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่คือการ มีความสงบสุขและพอใจในสิ่งที่มี
-ขอบคุณค่ะ -ยินดีค่ะ
และด้วยเหตุนี้ฉันคงต้อ งขอตัวลาทุกคนไปก่อนนะคะ
แล้วก็อย่าลืมนะคะว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ขอให้คุณจงทำมันให้เต็มที่และยิ่งใหญ่เสมอไว
้ด้วยนะแล้วเราค่อยกลั บมาพบกันใหม่ในตอนหน้า
สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ที่ติดตามกันมาตลอดจนถึงตอนนี้ค่ะ
Continue with YouTLDR
Analyze another video with Pro
Process a new video, search every timestamp, compare sources, and keep the result in your library.
More transcripts
Explore other videos transcribed with YouTLDR.

ธนาคารระส่ำ การมาของClicx เป็นสัญญานบางอย่าง ถึงชะตาของธ.ไทย (06/08/69)
News1 · Thai

18º LEILÃO DE TOUROS FAZENDA ARARAS - CANAL DO BOI
Arroba Play - Leilões · Portuguese (Portugal, Brazil)

อ.ปานเทพ-เก๋ พูดถึง "พี่บุ๋มปนัดดา" ว่าแบบนี้.. : News Hour 27-10-69
News1 · Thai

อ.ปานเทพ-อ.สิตางศุ์ เฉลยแล้ว! ต่อไปในกรุงเทพฯ น้ำจะท่วมถาวรที่ไหนบ้าง? : News Hour 27-10-69
News1 · Thai

Leilão Virtual Excelência Genética SB da Mata
LANCE RURAL OFICIAL · Portuguese (Portugal, Brazil)

Europe is Collapsing
Finance Bureau · English

4º Leilão Matrizes Santa Fé & Convidados
LANCE RURAL OFICIAL · Portuguese (Portugal, Brazil)

2º Leilão Virtual Herança Genética Naviraí – Etapa Reprodutores
LANCE RURAL OFICIAL · Portuguese (Portugal, Brazil)

9. IT255202 Manajemen Pemasaran
Zulfikar Lubis · English

8. IT255202 Manajemen Pemasaran
Zulfikar Lubis · English

Demonstrating "agentic" for production use
Alpic · English

AI Writes the Code. So What's Left for Engineers? - Laurie Voss, Arize AI
AI Engineer · English